วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของนักการเมือง

การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมือง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ องค์กร หน่วยงาน สถาบัน และตัวเราเอง มีความจำเป็นอย่างยิ่ง การสร้างภาพลักษณ์ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ความน่าเชื่อถือและความศรัทธาแก่ผู้พบเห็น แวดวงต่างๆจึงให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงศาสนา แวดวงธุรกิจและแวดวงการเมือง ในบทความตอนนี้เราจะมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้กันในเรื่อง “ การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมือง ” มีดังนี้
-                     การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองผ่านการใช้สื่อ เช่น สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์
สื่ออินเตอร์เน็ต ฯลฯ  นักการเมืองที่โดดเด่นและผู้คนรู้จักกันมาก มักจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชน เพื่อให้สื่อมวลชนออกข่าวประชาสัมพันธ์ความดีหรือผลงานของตน เพราะหากนักการเมืองมีผลงานมากมายขนาดไหนแต่สื่อมวลชนไม่ลงข่าวประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชนส่วนมากก็คงไม่ทราบ จึงไม่แปลกใจที่นักการเมืองหลายคนเป็นเจ้าของสื่อหรือยอมลงทุนที่จะทำธุรกิจสื่อทั้งๆที่ การทำสื่อบางประเภทขาดทุนหรือกำไรน้อยแต่ก็ต้องทำทั้งนี้เพื่อสื่อประชาสัมพันธ์ผลงานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ เจ้าของสถานีวิทยุ เจ้าของสถานีโทรทัศน์  ฯลฯ  อีกทั้งนักการเมืองอีกหลายท่านหรืออดีตนายกรัฐมนตรีหลายท่าน ถึงกับใช้เวลาและพื้นที่สื่อในการจัดรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ด้วยตนเองหรือเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ด้วยตนเอง เพราะการจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ด้วยตนเอง ถือว่าได้เปรียบกว่านักการเมืองคนอื่นที่มีนักข่าวช่วยประชาสัมพันธ์เขียนให้พูดให้ ก็เนื่องมาจากนักการเมืองผู้นั้นได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อไปยังประชาชนได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านบรรณาธิการสื่อ
-                    การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองผ่านการตลาด ปัจจุบันทฤษฏีการตลาดได้นำมาใช้กับการเมืองมากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การทำการตลาดการเมืองที่ดีนั้น จะต้องมีผู้จัดการด้านสื่อ คอยช่วยทำธนาคารข้อมูล ทำงานวิจัย ทำโพลในเรื่องต่างๆ  มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มีการวิเคราะห์สถานการณ์ว่า ควรจะให้นักการเมืองที่ทำการตลาดการเมือง พูดเมื่อไรเวลาไหน เพราะหากนักการเมืองไม่มีประเด็นในการนำเสนอก็จะไม่เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและก็ไม่เป็นข่าว การทำการตลาดการเมืองจึงต้องมีงบประมาณ การควบคุม การประเมินผลงาน การตรวจสอบ ทั้งนี้ผู้จัดการด้านสื่อจะต้องรู้จักใช้สื่อทุกอย่างที่เป็นเครื่องมือให้เป็นประโยชน์มากที่สุด อีกทั้งต้องรู้จักเรื่องของการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าหรือประชาชน และต้องวิเคราะห์ว่าลูกค้าหรือประชาชนที่ไม่เลือกนักการเมืองที่ทำการตลาดนั้นให้ได้ ว่าทำไมเขาถึงไม่เลือกหรือลังเล การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองและคู่แข็งก็มีความสำคัญ
-                    การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองผ่านสถานการณ์ทางการเมือง การเมืองทุกยุคทุกสมัยมักมีความ
คล้ายคลึงกัน ถ้าหากท่านลองไปศึกษาการเมืองในยุคสามก๊กหรือประวัติศาสตร์ทางการเมืองของทุกประเทศในอดีต ก็จะเห็นจริงว่า บ้านเมืองเคยสงบแล้วก็กลับมาวุ่นวาย จากความวุ่นวายก็กลับมาสงบ เช่นเดียวกับการเมืองระดับชาติ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้วก็กลับเป็นฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายค้านแล้วก็กลับเป็นรัฐบาล  หรือการเมืองระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด คนที่เคยได้รับเลือกตั้งแล้วก็กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง จากไม่ได้รับเลือกตั้งก็กลับเป็นรับเลือกตั้ง ดังนั้นการสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองต้องสร้างทั้งตอนที่มีอำนาจอยู่ในตำแหน่งและสร้างตอนที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจในตำแหน่ง เช่นเมื่อไม่ได้รับเลือกตั้งก็ต้องนั่งรถตระเวนไปพบปะประชาชนให้ความช่วยเหลือประชาชน ยังภาคต่างๆจังหวัดต่างๆ ท้องที่ต่างๆ เพื่อเก็บคะแนนในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป
                 ดังข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองมีความสำคัญและความจำเป็น ที่จะทำให้นักการเมืองผู้นั้นชนะการเลือกตั้งหรือเป็นที่ยอมรับ เป็นเคารพ เป็นที่ศรัทธาของประชาชน สำหรับการสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองนั้นต้องอาศัยสื่อ อาศัยทฤษฏีทางการตลาดและสถานการณ์ทางการเมืองในการสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การอ่านเพื่อพัฒนาชีวิต

การอ่านเพื่อพัฒนาชีวิต
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้นิพนธ์บทกวี “ ฉันชอบหนังสือ ” ว่า
                                                “ หนังสือ                                มีมากมาย                                หลายชนิด
                                                นำดวงจิต                               เริงรื่น                     ชื่นสดใส
                                                ให้ความรู้               สำเริง                      บันเทิงใจ
                                                ฉันจึงใฝ่                  ใจสมาน                  อ่านทุกวัน
                                                มีวิชา                       หลายอย่าง              ต่างจำพวก
                                                ล้วนสะดวก           ค้นได้                     ให้สุขสันต์
                                                วิชาการ                   สรรมา                    สารพัน
                                                ชั่วชีวัน                   ฉันอ่านได้              ไม่เบื่อเลย”
                จากบทกวีดังกล่าว ทำให้เราเห็นความสำคัญของการอ่าน อีกทั้งการอ่านยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับชีวิตของคนเราอีกมากมาย เช่น ช่วยให้เราเป็นคนที่มีการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง ทำให้เกิดการเพลินเพลิด คลายเครียด ทำให้เกิดการคิดที่ใคร่ครวญ ทำให้เกิดมีนิสัยการจดจ่อ อดทน ทำให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร การเพิ่มพูนองค์ความรู้ ฯลฯ
                สำหรับการอ่านการที่ดีต้องมีวัตถุประสงค์ การที่ผู้อ่านรู้วัตถุประสงค์ในการอ่านจะทำให้ผู้อ่านเลือกอ่านหนังสือได้อย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์ในการอ่านมีดังนี้
                1.อ่านเพื่อความรู้ เป็นการอ่านเพื่อช่วยขยายองค์ความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เป็นการอ่านเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ยังไม่เข้าใจ เช่น การอ่านหนังสือตำรา การอ่านเอกสารหรือวารสารทางวิชาการ หนังสือพิมพ์ต่างๆ ฯลฯ
                2.อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นการอ่านเพื่อคลายเครียด เป็นการอ่านที่จรรโลงใจ ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เขียนสนุกสนาน ตลก  เช่น  การ์ตูน เรื่องสั้น นวนิยาย กีฬา ฯลฯ
                3.อ่านเพื่อการวิเคราะห์  จากพจนานุกรมฉบับของราชบัณฑิตยสถาน เรียบเรียงโดย มานิต มานิตเจริญ ได้ให้คำนิยามความหมายของคำว่า                วิเคราะห์ คือ พิเคราะห์ , ใคร่ครวญ ,แยกออกเป็นส่วนๆ ”ดังนั้น การอ่านเพื่อการวิเคราะห์ก็คือการอ่านอย่างใคร่ครวญ แยกออกเป็นส่วนๆ เช่น วิเคราะห์รูปแบบ , วิเคราะห์เนื้อหา , วิเคราะห์การใช้ภาษา เป็นต้น
                4.อ่านเพื่อให้เกิดความคิด การอ่านจะทำให้ผู้อ่านเกิดความคิดต่างๆ ขึ้นภายในสมอง เช่น ทำให้เกิดการคิดใคร่ครวญ , ทำให้เกิดการคิดในเชิงเปรียบเทียบ , ทำให้เกิดความคิดในเชิงสร้างสรรค์ , ทำให้เกิดความคิดจินตนาการในอนาคต ฯลฯ
                5.อ่านเพื่อฝึกทักษะในการออกเสียง การอ่านออกเสียงมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้รู้ว่าผู้อ่านนั้น อ่านผิดหรืออ่านถูก เช่น การอ่านออกเสียงตัวควบกล้ำ การอ่านออกเสียงทำนองเสนาะ การอ่านออกเสียงบทประพันธ์คำกลอนต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้การอ่านออกเสียงจะมีผลต่อการพัฒนาการพูดอีกด้วย
                ฉะนั้นการอ่านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งแต่เป็นที่น่าเสียดาย สังคมไทยอ่านหนังสือกันน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จากการเปิดเผยของ นางริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ปี 2553 ประเทศเวียดนามอ่านหนังสือเฉลี่ย 60 เล่มต่อปี สิงคโปร์อ่านหนังสือเฉลี่ย 40-60 เล่มต่อปี มาเลเซียอ่านหนังสือเฉลี่ย 40 เล่มต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 2-5 เล่มต่อปี เท่านั้น
                ฉะนั้นกระผมอยากให้พวกเราสร้างวัฒนธรรมการอ่านโดยให้คนไทยอ่านหนังสือกันมากขึ้น โดยเฉพาะวัฒนธรรมการอ่านของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะการปรับปรุงห้องสมุดในโรงเรียนแต่ละแห่งเสียใหม่ให้เป็นห้องสมุดที่มีชีวิตชีวา มีการยืมหรือคืนหนังสือที่สะดวกรวดเร็วขึ้น ทำอย่างไรให้มีเด็กนักเรียนเข้าห้องสมุดในโรงเรียนกันมากๆ ห้องสมุดควรจัดห้องสำหรับทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆให้กับเด็กนักเรียน คุณครูควรสร้างวัฒนธรรมในการรักการอ่านโดยทำตัวเป็นแบบอย่าง มีการแนะนำหนังสือที่น่าอ่านและครูต้องทำตัวเป็นตัวอย่างกล่าวคือครูต้องอ่านหนังสือก่อนแล้วจึงแนะนำหนังสือ 
                สำหรับตัวกระผมเองทุกปีในช่วงขึ้นปีใหม่ กระผมจะแบ่งเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อซื้อหนังสือแจกเพราะผมอยากสร้างวัฒนธรรมการรักการอ่านขึ้นในสังคมไทย
               
               


วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

นิสัยแห่งความสุข


นิสัยแห่งความสุข
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คำว่า “ นิสัย ” จากพจนานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ความประพฤติที่เคยชิน
ฉะนั้น “ นิสัย ” หรือ ความประพฤติที่เคยชิน มีผลมากต่อการมีความสุขของคนเราโดยเฉพาะคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการแข่งขันสูง มีการบริโภคที่มากเกินความจำเป็น มีความอยากมากกว่าในอดีต ในบทความฉบับนี้ เราจะมาพูดถึง การสร้างนิสัยหรือความเคยชินอย่างไร ถึงจะทำให้เกิดความสุขในการใช้ชีวิต
                1.นิสัยขี้เล่น คนขี้เล่นมักเป็นคนมองโลกในแง่ดี อารมณ์ดี ไม่เครียด ผู้คนก็อยากอยู่ใกล้ชิด เพราะคนที่อยู่ใกล้ชิดจะได้ยิ้ม ได้หัวเราะ คนที่ขี้เล่นคนที่พบเห็นมักจะเกิดการจดจำและประทับใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรเล่นให้ถูกกาลเทศะ ไม่ควรเล่นจนเกินเลย การไม่รู้จักจังหวะของการเล่นจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความเสียหายได้
                2.ระวังติดสิ่งเสพติด  สิ่งเสพติดมีแบบชนิดผิดกฎหมายมีความรุนแรงและแบบไม่ผิดกฎหมายมีความไม่รุนแรง แต่ทั้งนี้ หากเรามีนิสัยที่ติดสิ่งเสพติด จะทำให้เรามีสุขภาพย่ำแย่ อีกทั้งกระทบกับเศรษฐกิจภายในครอบครัว การติดเหล้า การติดบุหรี่ ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่หากใครเสพสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้ความสุขในชีวิตลงน้อยลง ท่านอาจจะทุกข์ทรมานในการรักษาโรคภัยที่เกิดจากสิ่งเสพติดเหล่านี้ได้
                3.รู้จักออกกำลังกายบ้าง การออกกำลังกายหากว่าได้ทำเป็นนิสัยก็จะช่วยให้สุขภาพจิต สุขภาพกายดี ท่านมีโอกาสเป็นโรคได้น้อยกว่าคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย อีกทั้งการออกกำลังยังช่วยหลั่งสารสุขที่ชื่อ เอ็นโดฟินส์อีกด้วย การออกกำลังกายที่ดี ควรออกกำลังประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง จะทำให้เกิดความสดชื่นสบายใจได้
                4.การทำสมาธิ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการหลั่งของสารสุข ถึงแม้จะยากในตอนเริ่มต้น แต่หากท่านทำจนเป็นนิสัยแล้ว และเมื่อจิตท่านเป็นสมาธิแล้วท่านจะพบกับความสุขในการทำสมาธิ
                5.จงสร้างความสุขในการทำงาน หากว่าเราสามารถเลือกงานที่เราชอบได้ เราจะทำได้ทั้งวันทั้งคืน โดยไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย แต่หากเราไม่ชอบงานที่ทำ สถานที่ทำงานก็เหมือนเป็นนรก จิตใจเราจะเกิดความเศร้าหมอง ไม่มีความสุขความสนุกในการทำงาน จงเลือกงานที่ตนรักแล้วท่านจะทำมันด้วยความสุข หรือตามหลักศาสนาพุทธ จงมีฉันทะในการทำงานแล้วท่านจะมีความสุขจากงานที่ทำอีกทั้งยังช่วยยกระดับจิตใจเราให้สูงขึ้นด้วย
                6.รู้จักพักผ่อนบ้าง  บางคนบ้างานที่ทำจนไม่มีเวลาพักผ่อน บางคนมีการพักผ่อนแต่พักผ่อนไม่ถูกวิธีโดยการไปเที่ยวกลางคืนจนดึกดื่น ไม่ยอมหลับยอมนอน การพักผ่อนจะทำให้ชีวิตเกิดความสุข ไม่ว่าจะทางด้านจิตใจ ทางด้านร่างกาย จงแบ่งเวลาให้กับตัวเองโดยการพักผ่อนบ้างหรืออย่างน้อย ท่านควรมีเวลาอยู่เงียบๆ  กับตัวเองอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง ก็จะทำให้ท่านได้มีเวลาสำหรับการใช้ความคิด ท่านอาจเกิดความคิดดีๆ ความคิดที่สร้างสรรค์ ความคิดในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้  การนอนหลับก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ท่านควรนอนหลับให้เพียงพอประมาณ 6-8 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว แล้วแต่ความต้องการพักผ่อนของแต่ละคน
                7.ทานอาหารให้ครบหมู่และเหมาะสม  นิสัยการรับประทานอาหารมีความสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะปัจจุบัน การรับประทานอาหารของคนเรามักจะไม่สมดุล ไม่เหมาะสม บางคนแทบไม่ทานผักผลไม้ บางคนชอบทานแต่ของหวานจนเป็นโรคเบาหวานในที่สุด  บางคนชอบทานของเผ็ดๆ เค็มๆ จนเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้นควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมครบ 5 หมู่
                8.แบ่งปันสิ่งที่ดีๆให้คนอื่นบ้าง หากว่าท่านมีเงินมากมาย มีเวลา มีความสามารถ มีโอกาส จงแบ่งปันสิ่งเหล่านี้แก่คนที่ไม่มีโอกาส คนที่ยากไร้ ท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องแบ่งปันเป็นเงินทองก็ได้ ท่านอาจแบ่งปันความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ให้คำแนะนำที่ดีๆ แก่เขา บางครั้งคนเราบางช่วงของชีวิตก็ต้องการคนที่ให้คำแนะนำ ปรึกษา เนื่องจากกำลังใจตกและไม่รู้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร จงแบ่งปันสิ่งที่ดีให้แก่ผู้อื่น แล้วสิ่งที่ดีๆ ก็จะกลับมาหรือย้อนมายังท่าน
                บทส่งท้าย ต้องขอบคุณที่ทนอ่านบทความของกระผม กระผมเป็นคนชอบอ่าน ชอบศึกษา เรื่องของจิตวิทยา จึงได้นำบางส่วนมาถ่ายทอดเพื่อจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับท่านผู้อ่าน ขอให้ทุกๆท่าน มีความสุขในการทำงานและดำเนินชีวิตครับ
               

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข


ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนเราเกิดมาในโลกนี้ ทุกคนต่างก็ต้องพบเจออุปสรรค ปัญหา ความทุกข์ ความสุข ความเศร้า ความเหงา ซึ่งอารมณ์ต่างๆเหล่านี้ เป็นอารมณ์ของมนุษย์หรือปุถุชนที่ต้องพบเจอกัน แต่มนุษย์เราทุกๆคน ก็หวังที่จะมีชีวิตที่เป็นสุขมากกว่าชีวิตที่มีแต่ความทุกข์ บทความฉบับนี้ เราจะมาพูดเรื่อง “ ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ” ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ สามารถนำไปใช้ได้จริง เริ่มจาก
                1.หัดเป็นคนมองโลกในแง่ดี คนที่มองโลกในแง่ดีจะมีความทุกข์น้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย “ โลกมีไว้เหยียบ ไม่ได้มีไว้แบก ”  เป็นคำพูดของคุณขรรค์ชัย บุนปาน ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งเป็นคำพูดที่ให้แง่คิดที่ดี เพราะบางคนชอบแบกปัญหาเหมือนแบกโลก แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาทุกปัญหามีทางออกและทางแก้ ดังนั้นหากอยากมีความสุข ขอให้พยายามมองโลกในแง่ดี
                2.ใฝ่ธรรมะ คนที่มีธรรมะในใจ มักมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่มีธรรมะ เพราะผู้ที่มีธรรมะเมื่อพบเจอปัญหาอุปสรรคต่างๆ มักจะมองโลกตามความเป็นจริง สามารถปล่อยวางได้ ทำใจได้ แก้ไขปัญหาได้อย่างเยือกเย็นกว่า หากต้องการพบความสุขที่ยั่งยืน เราควรใฝ่ศึกษาหาธรรมะ แต่ในความเป็นจริง คนส่วนหนึ่งมักใฝ่ศึกษาหาธรรมะตอนที่ตัวเองมีความทุกข์  เช่น บางคนอกหักก็เข้าวัด , บางคนมีปัญหาเรื่องการทำงานก็หาหนังสือธรรมะมาอ่าน , บางคนมีปัญหาชีวิตถึงกับบวชไปเลยก็มี แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าคนบางส่วน ที่มีทุกข์ หาทางออกไม่เจอก็ฆ่าตัวตายไปเลยก็มี
                3.ลด ละ เลิก อบายมุข ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดประเภทร้ายแรงผิดกฎหมาย(ยาบ้า ฝิ่น เฮโรอิน กัญชา) หรือ ยาเสพติดไม่ร้ายแรงไม่ผิดกฎหมาย(บุหรี่ เหล้า เบียร์ ) การ ลด ละ เลิก อบายมุข จะทำให้ชีวิตมีความสุข อีกทั้งสุขภาพแข็งแรง ทั้งใจและร่างกาย ซึ่งยาเสพติดส่วนมากมักจะมีโทษมากกว่ามีประโยชน์ เมื่อเสพก็มักจะติด ยิ่งเสพก็ยิ่งต้องการเสพมากขึ้น หากสามารถ ลด ละ เลิก อบายมุข ได้ก็จะทำให้ท่านลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น อีกทั้งไม่ต้องป่วยเป็นโรคต่างๆ
                4.ยิ้มและหัวเราะ การยิ้มและหัวเราะ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินลงทุน อีกทั้งมีประโยชน์มากๆกับผู้ที่ปฏิบัติ คนที่ยิ้มเก่งมักเป็นคนที่มีอารมณ์ดี เบิกบานแจ่มใส การหัวเราะก็เช่นกัน ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาว่า คนที่หัวเราะเป็นประจำจะมีผลดีต่อระบบของหัวใจ ระบบของกล้ามเนื้อ  การยิ้มและการหัวเราะ จะทำให้มีเพื่อนมาก คนอยากคบค้าสมาคมมากกว่าคนที่เครียด หน้าบึ้ง ลองหัดยิ้มและหัวเราะทุกวัน ท่านจะพบความสุขมากขึ้นในการดำรงชีวิต
                5.รักษาสุขภาพ โดยยึดหลักทางสาธารณสุข 5 อ. อันได้แก่ 1.อาหาร 2.อากาศ 3.ออกกำลังกาย 4.อุจจาระ 5.อารมณ์ (1.อาหาร ควรรับประทานให้ครบ 5 หมู่   2.อากาศ ควรหาโอกาสในการนำเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในระบบหายใจมากๆ 3.ออกกำลังกาย ควรหาเวลาในการออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาที ต่อวัน และ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง 4.อุจจาระ ควรขับถ่ายทุกวันในตอนเช้า ไม่ใช่ 5-6 วันครั้ง ก็จะทำให้สุขภาพย่ำแย่ สำหรับบางคนมีปัญหาเรื่องของระบบการขับถ่ายที่ไม่ดีเนื่องจากการรับประทานกากอาหารเข้าไปน้อยดังนั้นควรทานผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น และ 5.อารมณ์ อย่าปล่อยให้อารมณ์เสียนานและบ่อยๆ เพราะทำให้เกิดภาวะความเครียดได้ )
                6.ใช้จ่ายอย่างประหยัด ในภาวะสังคมปัจจุบันเป็นยุคของสังคมที่เรียกว่า “บริโภคนิยม” ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แข่งขันกันบริโภคสินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ ทันสมัย ทำให้เกิดหนี้สินขึ้นมาอย่างมากมาย บางคนไม่มีเงินใช้หนี้ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นภายในใจ  การหาเงินเก่งไม่สำคัญเท่ากับการเก็บเงินเก่ง เนื่องจากบางคนมีเงินเดือน 100,000 บาทต่อเดือนแต่ใช้ไป 120,000 บาทต่อเดือน สู้คนที่หามาได้เดือนละ 9,000 บาท แต่รู้จักเก็บออมเงินได้เดือนละ 1,000 บาทไม่ได้
                 ฉะนั้น สุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ขึ้นอยู่กับแง่คิด ทัศนคติในการมองโลก อีกทั้งการประพฤติปฏิบัติของแต่ละบุคคล หากต้องการพบความสุขหรือหากท่านต้องการพบความทุกข์ ท่านไม่ต้องไปเที่ยวหาที่อื่นไกล ความสุขหรือความทุกข์ ท่านสามารถพบหรือสัมผัสได้จากตัวท่านเองทั้งสิ้น