วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วันนี้...มีค่ามากกว่าวันพรุ่งนี้

วันนี้มีค่ามากกว่าวันพรุ่งนี้
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                คนส่วนใหญ่มักมีนิสัยที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น นิสัยที่เกียจคร้าน , ไม่มีเป้าหมายในชีวิต , ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน , ขาดความเพียรพยายาม ฯลฯ
                แต่ตรงกันข้ามกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เขามักเป็นคนที่มีเป้าหมายแล้วรีบลงมือทำทันที บุคคลที่ประสบความสำเร็จจะไม่ปล่อยเวลาในแต่ละวันให้ผ่านไป เขาจะใช้มันอย่างคุ้มค่า เสมือนประหนึ่งว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต
                อย่าผัดวันประกันพรุ่ง แต่ถ้าหากคุณคิดว่า งานที่คุณจะทำนั้นใหญ่เกินกว่าจะทำวันนี้ให้เสร็จท่านควร แบ่งงานใหญ่ๆให้เล็กลง เช่น ถ้าหากต้องการเขียนนิยายสักเล่ม ท่านควรแบ่งเป็นบทๆ หรือ เป็นตอนๆ ก็จะทำให้ท่านรู้สึกง่ายขึ้นในการทำงานในแต่ละวัน และควรวางแผนการทำงานในแต่ละวันให้เป็นระบบ ไม่ปล่อยงานให้ค้างไว้หรือทำแบบครึ่งๆ กลางๆ  เพราะจะทำให้เกิดการสูญเสียของช่วงเวลาที่คุณทิ้งงานค้างไว้แทนที่จะทำให้เสร็จ อีกทั้งหากต้องมาทำในครั้งต่อไปท่านต้องมาทบทวนและเรียกอารมณ์ในการทำงานใหม่
                  การฝึกนิสัยการทำงานให้วันนี้เป็นวันที่มีความสำคัญและมีค่ามากที่สุด จึงเป็นสิ่งที่ควรทำหากว่าท่านต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตโดยเฉพาะชีวิตในการทำงาน ท่านสามารถฝึกได้ดังนี้
                1.มีเป้าหมาย ท่านต้องมีการวางเป้าหมายของชีวิตว่าตนเองต้องการอะไรอย่างแท้จริงในชีวิต มีการวางเป้าหมายระยะยาว ระยะกลางและระยะสั้น  อีกทั้งควรวางแผนการทำงานเป็นรายวันด้วย ว่าวันหนึ่งๆ ท่านจะต้องทำอะไรบ้าง โดยต้องรู้จักลำดับความสำคัญของงาน ว่างานไหนสำคัญ งานไหนเร่งด่วน งานไหนสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน งานไหนไม่สำคัญแต่เร่งด่วน เป็นต้น
                2.วางแผน การวางแผนจะทำให้เราเห็นภาพว่าในแต่ละวันเราจะทำงานอะไรได้บ้าง จงวางแผนงานที่ทำ อีกทั้งควรที่จะใช้เครื่องมือต่างๆ ในการวางแผน เช่น มีสมุดไดอารี่ , มีสมุดบันทึก ปากกาพกติดตัวเป็นประจำ หากว่าเกิดความคิดดีๆ หรือสิ่งที่ต้องการทำจะได้บันทึกลงไปในไดอารี่  หรือสมุดบันทึก เพื่อป้องกันการลืม และอีกทั้งช่วยให้การวางแผนงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
3.ต้องฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ให้ ททท. หรือ ทำทันที  บุคคลที่ประสบความสำเร็จ เมื่อเขามีเป้าหมาย เขามีการวางแผนแล้ว เขาก็จะไม่รีรอเขาจะลงมือทำทันที เขาจะไม่รอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่น เขาจะลงมือทำทันที ทั้งๆที่ยังไม่ทราบว่าจะมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นมาอีกมากมายหรือไม่
4.เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน บุคคลที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมีความคิดที่บวก มีความรับผิดชอบต่องานของตน เขาจะลบคำพูดที่ว่า พรุ่งนี้ค่อยทำ แล้วเปลี่ยนเป็น ต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้
5.สร้างนิสัยใหม่โดยอาศัยความเพียรกับความสม่ำเสมอ บุคคลที่มีความเพียร มักจะไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เขาจะใช้เวลาทุกๆ นาทีให้เกิดความคุ้มค่า ความเพียร ไม่ได้หมายถึง การทำงานหนักในช่วงแรกแล้วพักเหนื่อยในช่วงหลัง แต่บุคคลที่มีความเพียรจะเป็นคนที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุด จนงานนั้นๆเสร็จสิ้นไป นักเขียนบางท่านที่ประสบความสำเร็จมีผลงานการเขียนมากมาย เขาเพียงแต่ใช้เวลาระหว่างการรอการเดินทาง การรอภรรยาทำอาหารเพียงวันละ 15 20 นาที โดยการทำอย่างสม่ำเสมอทุกๆวัน จนเป็นนิสัย จึงสามารถสร้างผลงานออกมาอย่างมากมาย
6. ฝึกสร้างความกระตือรือร้นในการทำงาน คนที่ทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง ไม่เฉื่อยชา มักเป็นคนที่มีพลังในการทำงาน เขาจะเป็นคนที่มีความขยันขันแข็งในการทำงาน อีกทั้งความกระตือรือร้น มักทำให้ผู้ตามหรือผู้ร่วมงาน เกิดแบบอย่างที่ดี อยากที่จะปฏิบัติตามและอยากร่วมทำงานด้วย
จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าการทำงานหรือการดำเนินชีวิตในวันนี้ให้ดีที่สุดจะมีค่ามากกว่าวันพรุ่งนี้ และถ้าหากว่าเราทำงานวันนี้ให้ดีที่สุดในทุกๆวัน ก็จะทำให้วันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้ วันมะเรื่องนี้ และอนาคตของเราจะดีตามไปด้วย
ดังนั้น จงฝึกการวางเป้าหมายในชีวิต จงฝึกการวางแผนการทำงานในแต่ละวัน จงฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง จงฝึกเปลี่ยนความคิดและคำพูด จงฝึกสร้างนิสัยใหม่และจงฝึกสร้างความกระตือรือร้นในการทำงาน

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การใช้โทรศัพท์

การใช้โทรศัพท์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                เราต้องยอมรับว่า โทรศัพท์ มีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตหรือการดำเนินชีวิตของเราเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทรศัพท์สำหรับการติดต่อสื่อสารกันภายในครอบครัว การใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารเรื่องธุรกิจการงาน การใช้โทรศัพท์อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และควรศึกษา
                การสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรหรือของหน่วยงาน ด้วยการติดต่อทางโทรศัพท์  การติดต่อผ่านทางโทรศัพท์เป็นด่านแรก สำหรับการสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ไม่ว่าการติดต่อจะออกมาในรูปแบบใด ก็จะทำให้ลูกค้าเกิดการตราตรึงในหัวใจตลอดไป ฉะนั้น องค์กร บริษัท ห้างร้าน หน่วยงาน ควรมีการจัดฝึกอบรมให้แก่บุคลากรของตนเอง
                การสนทนาทางโทรศัพท์ ควรยึดหลักในเรื่องของ  มารยาท , รวดเร็ว , ความชัดเจน
-                     มารยาท ควรคำนึงถึงเรื่องของการใช้น้ำเสียงในการพูด ไม่ควรพูดด้วยอารมณ์โกรธ โมโหฉุนเฉียว
ไม่พอใจ เพราะการแสดงอารมณ์ต่างๆมักจะถ่ายทอดไปยังความรู้สึกของผู้รับฟังได้ การพูดโทรศัพท์ที่ดีควรใช้น้ำเสียงที่หนักแน่น อ่อนหวานนุ่มนวล หลีกเลี่ยงคำพูดที่ไม่เหมาะสม เช่นการพูดเกี้ยวพาราสี การพูดลวนลาม
-                    รวดเร็ว ควรรีบหยิบหูฟังขึ้น ไม่ควรให้ฝ่ายตรงกันข้ามรอนาน ควรใช้คำพูดให้กระชับ หลีกเลี่ยง
การพูดเรื่องไร้สาระ เนื่องจากอีกฝ่ายหนึ่งอาจมีธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องทำ
-                    ความชัดเจน เป็นคำพูดที่มีความถูกต้อง มีความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ควรพูดให้มี
จังหวะที่ถูกต้อง ไม่พูดคลุมเครือ สับสน จนฟังไม่รู้เรื่อง
                การใช้กระดาษบันทึก ควรจัดกระดาษบันทึกและปากกาไว้บริเวณใกล้ๆ กับโทรศัพท์เพื่อที่จะได้หยิบใช้ได้ทันที กระดาษบันทึกควรเป็นสมุดที่ฉีกได้ มีขนาดกะทัดรัดเหมาะสมแก่การบันทึกข้อความต่างๆ สำหรับการบันทึกควรเขียนด้วยตัวบรรจงให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ควรลงรายละเอียดให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องของตัวเลข วัน เวลา ข้อมูลต่างๆ
                ศิลปะการพูดทางโทรศัพท์ ควรพูดด้วยระดับน้ำเสียงที่ไม่ดังมากเกินไปหรือเบาเกินไป แต่ควรพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังพอสมควร เพื่อจะทำให้เกิดความชัดเจนในการรับฟัง อีกทั้งไม่ควรพูดเร็วเกินไปหรือช้าจนเกินไป ควรมีจังหวะในการพูดให้มีความเหมาะสม มีการเว้นวรรคตอน การเว้นช่วงให้อีกฝ่ายสามารถพูดตอบโต้ได้ ควรมีคำพูดที่เป็นลักษณะการตอบรับที่มีความสุภาพ เช่น คำว่า ครับ ค่ะ เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าเรากำลังสนใจในเรื่องที่เขาพูด
                การนัดหมายทางโทรศัพท์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการติดต่อทางธุรกิจ หากไม่มีการนัดหมายจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีเวลาที่จะพูดคุยด้วย การนัดผ่านทางโทรศัพท์จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการทำธุรกิจ ควรนัดหมายล่วงหน้าก่อนโดยประมาณ อาจนัดล่วงหน้าประมาณ 2-7 วัน สำหรับการนัดหมายควรจัดเวลาที่ทั้งคู่มีเวลาที่ว่าง ควรบอกวัน เวลา ที่ชัดเจน ถ้าหากมีเลขา ควรแนะนำตนเองให้เลขารู้จัก แล้วจึงขอนัดหมายการนัด  และก่อนจบการสนทนาให้เราทบทวนการนัดหมายอีกครั้งเพื่อความชัดเจนและย้ำเตือนให้อีกฝ่ายไม่หลงลืม
                เมื่อเกิดความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ของผู้อื่น เราควรขออนุญาต ไม่ควรหยิบโทรศัพท์ของผู้อื่นหรือในสำนักงานของผู้อื่นมาใช้โดยไม่ขออนุญาตก่อน ควรขอคำแนะนำหากเราไม่เข้าใจการใช้เครื่องโทรศัพท์ เนื่องจากโทรศัพท์บางรุ่นมีความทันสมัย ระหว่างการสนทนาไม่ควรพูดเสียงดังจนเกินไป ควรบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า นี่เป็นโทรศัพท์ที่ขอยืมจาก ผู้อื่นใช้ อีกทั้งควรพูดแต่ธุระที่สำคัญมีจำเป็นเท่านั้น เมื่อใช้เสร็จแล้วควรกล่าวคำขอบคุณ
                เราจะเห็นได้ว่าการใช้โทรศัพท์มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคของการแข่งขัน ยุคของความรวดเร็ว ซึ่งการใช้โทรศัพท์อย่างมีประสิทธิภาพจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างมากมาย เช่น ทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  เกิดความสะดวก รวดเร็ว ช่วยในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการใช้โทรศัพท์ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างคนในสังคมอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการแสวงหาโอกาส


เทคนิคการแสวงหาโอกาส
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                โอกาสคือ ที่ว่าง , ช่อง , ทาง , หนทาง ,เวลาที่เหมาะ , โชค, ความนิยม (ความหมายจากพจนานุกรมฉบับของราชบัณฑิตยสถานเรียบเรียงโดย มานิต มานิตเจริญ)
                โอกาสจึงมีอยู่ในทุกๆที่ ทุกๆแห่ง ทุกๆเวลา ทุกๆ สถานการณ์ เพียงแต่เราไม่เรียนรู้ที่จะแสวงหามัน บางคนเมื่อไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็มักจะใช้คำพูดว่า ขาดโอกาส ไม่มีโอกาส  แต่แท้จริงแล้วเราสามารถสร้างโอกาสเล็กๆน้อยๆได้โดยวิธีดังนี้
                1.ควรมีสมุดจดบันทึกเล็กๆ ติดตัวเสมอ เนื่องจากโอกาสดีๆหรือสิ่งๆดีในชีวิตมักเกิดจากความคิด นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ความคิดค้นหายารักษาโรค นักเขียนได้ใช้ความคิดในการแต่งนิยาย นักบริหารได้ใช้ความคิดในการแก้ไขปัญหาต่าง ฯลฯ ซึ่งบางครั้งความคิดดีๆ มักจะเกิดตอนที่เราไม่ได้ตั้งใจ เช่น คิดอะไรใหม่ได้ในห้องน้ำ คิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาตอนขับรถ คิดโครงเรื่องนิยายได้ตอนนั่งบินเครื่องบิน ฯลฯ ดังนั้นหากมีความคิดที่ดีๆขึ้น ควรหาสมุดจดบันทึกเล็กๆ จดทันทีไม่ควรใช้ความจำเพราะความจำนั้นจะค่อยๆ สูญหายไปตามกาลเวลา คติพจน์ของจีนจึงกล่าวไว้บทหนึ่งว่า “ ความจำที่ดีนั้นสู้หมึกเพียงหนึ่งหยดไม่ได้” 
                2.สมัครเป็นสมาชิกสิ่งพิมพ์เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร จดหมายข่าว ที่เราสนใจ เพื่อจะได้รับข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหว ในแวดวงอาชีพของเรา การมีข้อมูลจะทำให้เราได้เปรียบในการแข่งขัน การมีข้อมูลจะทำให้เราได้รับโอกาสเพิ่มมากขึ้น เช่นได้รับการอบรม การสัมมนา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  การมีข้อมูลทำให้เราได้รู้จักคนในแวดวงของเราเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสิ่งพิมพ์บางฉบับยังเปิดโอกาสให้เราได้ลงรูปข่าว รูปกิจกรรมของธุรกิจของเรา  ในสิ่งพิมพ์แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย
                3.ไปงานแสดงสินค้าหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ จะทำให้เราเกิดทราบความเคลื่อนไหว ทราบความก้าวหน้า ทราบนวัตกรรมที่เกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ทันสมัย การไปดูการแสดงสินค้าหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ประกอบธุรกิจใหม่ๆ ขึ้น หรืออาจมีคู่ค้าที่ให้การช่วยเหลือเรามากยิ่งขึ้น
                4.สมัครเป็นสมาชิกขององค์กรต่างๆ เช่น สโมสรฝึกการพูด  สมาคมผู้ประกอบการ ชมรมผู้สูงอายุ เครือข่ายเพื่อน ฯลฯ การเป็นสมาชิกขององค์กรต่างๆ จะทำให้เรามีโอกาสรู้จักคนมากขึ้น หรือในบางกรณีรัฐบาลอาจให้งบประมาณแก่ชมรมผู้สูงอายุ เมื่อเราเข้าเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ เราก็จะได้สิทธิหรือมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือก่อน ผู้ไม่ได้เข้าชมรม เป็นต้น
                5.นำสิ่งของเก่าๆ มาประยุกต์ ปรับปรุง พัฒนา ใช้ใหม่  ตัวอย่าง สิ่งพิมพ์เก่าๆหรือหนังสือเก่าๆ  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นขยะ เราสามารถนำมาแปลงเป็นเงินได้ นักเขียนที่มีชื่อเสียง ร่ำรวย มีผลงานต่างๆมากมายในยุคปัจจุบัน หลายๆท่านได้ไปซื้อหนังสือเก่าๆ จากแหล่งต่างๆ แล้วนำมาปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง เป็นภาษา เป็นคำพูดของตนเอง หรือ นักประดิษฐ์หุ่นยนต์ หลายๆท่านก็สามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์ในต้นทุนที่ต่ำ ก็เนื่องมาจากการไปรับซื้อเศษเหล็กเก่าๆ ที่คนไม่ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นหุ่นยนต์ที่ทันสมัย
                6. ทดลองทำอะไรที่แตกต่างกว่าเดิม เช่น หาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน , หาเทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยในการทำงาน, ปรับปรุงดัดแปลงห้องทำงานบ้าง , หาเส้นทางไปสู่เป้าหมายใหม่ๆ ฯลฯ การทดลองทำอะไรที่แตกต่างกว่าเดิมจะทำให้เรา สามารถคิดสิ่งใหม่ๆ ปรับปรุงสิ่งเก่าๆ ให้ดีขึ้น เป็นการสร้างโอกาส สร้างการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอีกหนทางหนึ่ง
                7.การใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เต็มที่  เราลองพิจารณาดูว่าเรามีทรัพย์สินต่างๆในปัจจุบันนี้เป็นจำนวนมาก เราได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเหล่านี้อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง หากยังแล้วมีวิธีการใดบ้างที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ได้อย่างเต็มที่เพื่อก่อประโยชน์กับตนเองและองค์กร เช่น เรามีคอมพิวเตอร์เราใช้มันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง บางคนใช้คอมพิวเตอร์แค่ 5 วัน ต่อเดือนหรือแทบไม่ได้ใช้งานเลย  แต่ตรงข้ามกับบางคนที่หาโอกาสสร้างรายได้มากมายมหาศาลจากคอมพิวเตอร์ เช่น รับจ้างพิมพ์งาน รับตัดต่อคลิปวีดีโอ รับจ้างออกแบบหน้าปกหนังสือ นำคอมพิวเตอร์ไปใช้งานในการจัดรายการวิทยุ หรือนำเสนองานต่างๆ ฯลฯ
                ทั้งหมดข้างต้นนี้ คือ การพกสมุดบันทึกติดตัวเสมอ,การสมัครเป็นสมาชิกสิ่งพิมพ์,การไปงานแสดงสินค้าหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ,การสมัครเป็นสมาชิกขององค์กรต่างๆ,การนำสิ่งของเก่าๆมาประยุกต์ ปรับปรุง พัฒนา ใช้ใหม่,การทดลองทำอะไรที่แตกต่างกว่าเดิมและการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เต็มที่ เป็นเทคนิคในการแสวงหาโอกาส หากท่านเป็นคนหนึ่งที่อยากจะมีโอกาสมากขึ้น ท่านลองนำเอาเทคนิคต่างๆดังกล่าวไปปฏิบัติแล้วโอกาสของท่านก็จะมีมากยิ่งขึ้น

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การประหยัดเวลาด้วยการวางแผน


ประหยัดเวลาด้วยวิธีการวางแผน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                คนเรามีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน 365 วันต่อ 1 ปี แต่คนที่มีประสิทธิภาพมักจะสร้างผลงานหรือมีผลงานออกมามากกว่าคนที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจจะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ผลงานออกมาแตกต่างกัน เช่น เรื่องของสติปัญญา เรื่องความรู้ความสามารถ เรื่องของประสบการณ์ และเรื่องของการบริหารเวลา
                การบริหารเวลา ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่การจะบริหารเวลาให้ได้ผลดี การวางแผนถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ คนเป็นจำนวนมากมักไม่ชอบวางแผน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องการดำเนินชีวิต และการวางแผนเรื่องของการใช้เวลา การวางแผนการใช้เวลาจะทำให้เราประหยัดเวลาไปได้มาก ซึ่งการวางแผนการใช้เวลามีดังนี้
                1.สร้างเป้าหมายประจำปี ประจำเดือน ประจำสัปดาห์และประจำวัน การมีเป้าหมายจะทำให้เรารู้ทิศทางที่เราต้องการจะเดินหรือมุ่งไป ตัวอย่าง อาชีพนักขาย เราควรกำหนดเป้าหมายเป็นยอดขายว่าปีนี้เราต้องการยอดขายเท่าไร เมื่อทราบเป้าหมายประจำปีแล้วจึง เฉลี่ยเป็นรายเดือน รายสัปดาห์และรายวัน ต่อไป เช่น เป้าหมายรายปี เท่ากับยอดขาย 12,000,000 บาท เป้าหมายรายเดือนเท่ากับ 12,000,000 บาทหารด้วย 12 เดือน เท่ากับ 1,000,000 บาท  เป้าหมายรายวัน ก็นำเอา 1,000,000 บาท หารด้วย 30 วัน  
                2.ใช้เวลา 30 นาทีในการวางแผนการทำงานในแต่ละสัปดาห์และใช้เวลา 15 นาทีในการวางแผนการทำงานในแต่ละวัน การใช้เวลาเพียง 15-30 นาที ในการวางแผนงานเป็นรายสัปดาห์และการวางแผนเป็นรายวันจะทำให้ท่านประหยัดเวลาได้อีกเป็นจำนวนมาก เพราะจากงานวิจัยพบว่า การวางแผนเพียงแค่ 8 นาทีต่อวัน จะทำให้เราประหยัดเวลาในการทำงานถึงวันละ 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว
                3.สร้างระบบหรือเครื่องมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น สร้างตารางการทำงาน , การใช้ไดอารี่ การใช้สมุดพก ฯลฯ ทั้งนี้การสร้างระบบหรือเครื่องมือในการทำงานของแต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับลักษณะของการทำงาน นิสัย พฤติกรรมของแต่ละบุคคล
                4.อย่าเปิดไปรษณีย์ที่ไม่สำคัญหรือหากเป็นงานที่ไม่สำคัญมากนัก ก็ขอให้ผู้อื่นทำแทน การเปิดจดหมาย การไปฝากเงินธนาคาร การไปส่งของยังสถานีต่างๆ อาจจะทำให้ท่านเสียเวลา หากต้องการมีเวลาในการทำงานมากขึ้น สิ่งที่ไม่สำคัญหรืองานที่ไม่สำคัญควรให้ผู้อื่นไปทำกิจกรรมนั้นแทน
                5.จัดการงานด้านเอกสารทีละเรื่อง ไม่ควรทำที่ละ 2-3 อย่าง และไม่ควรสะสมงานที่ทำไม่เสร็จเป็นดินพอกหางหมู การทำงานที่ละ 2-3 อย่างจะทำให้เราไม่มีสมาธิในการทำงาน หากท่านต้องการทำงานให้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งมีประสิทธิภาพ ท่านควรทำงานที่ละอย่าง จนเสร็จหมดทุกอย่างไม่ควรทำงานให้ค้างไว้หรือสะสมไว้มากๆ จนทำไม่ไหว
                6. ขนงานบางชิ้นที่สามารถทำได้หรือหนังสือที่ต้องการอ่าน ไปทำหรือไปอ่านด้วย เช่น เมื่อเลิกงานทำไม่เสร็จท่านสามารถขนงานบางชิ้นที่สามารถทำได้หรือเร่งด่วนไปทำที่บ้าน หรือหนังสือที่ต้องการอ่านไปอ่านระหว่างการรอรถโดยสารประจำทาง หรือ ระหว่างรอเครื่องบินที่สนามบิน
                ดังนั้น การวางแผนสำหรับประหยัดเวลาจึงมีประโยชน์และมีความสำคัญ  เมื่อท่านมีการวางแผนท่านจะประหยัดเวลาได้มาก การทำงานของท่านจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่านจะมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น ท่านจะเหลือเวลาในการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น จงสร้างเป้าหมาย จงวางแผนการทำงานในแต่ละวัน จงสร้างระบบหรือเครื่องมือ จงหาผู้ช่วยช่วยทำงานที่ไม่มีความสำคัญ จงทำงานทีละเรื่อง และจงขนงานบางชิ้นหรือหนังสือไปอ่านยังสถานที่ต่างๆ  หากท่านลองนำวิธีดังกล่าวไปปฏิบัติกระผมเชื่อว่าเวลาในชีวิตของท่านจะมีเวลามากขึ้นกว่าเก่าอย่างแน่นอน