วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

กฎแห่งความสำเร็จ

กฎแห่งความสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะต้องมีหลักการหรือมีกฎเกณฑ์ประจำตัวบางอย่าง ซึ่งหลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ ที่แต่ละคนยึดถือคงมีแตกต่างกันไป แต่ก็มีอยู่หลายๆ กฎที่บุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จยึดเหมือนกัน ก็มีอยู่หลายกฎเกณฑ์ เช่น
                1.การวางเป้าหมาย หากว่าท่านผู้อ่านลองสังเกตบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เขามักมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต หรือหากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาแห่งความสำเร็จ การวางเป้าหมายเป็นสิ่งหนึ่งที่หนังสือเหล่านั้นได้กล่าวถึง ไม่ว่าหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ หนังสือของเดล คาร์เนกี้ หนังสือของ Anthony เป็นต้น
                2.ความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง บุคคลที่มีความสมบูรณ์ทางด้านร่างกายแต่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง สู้คนที่มีความบกพร่องพิการแต่มีความเชื่อมั่นในตนเองไม่ได้ ซึ่งความเชื่อมั่นท่านสามารถพิชิตได้ เคยมีนักปราชญ์กล่าวว่า วิธีการสร้างความเชื่อมั่นง่ายนิดเดียวคือ จงทำในสิ่งที่ท่านกลัว แล้วเมื่อนั้นความกลัวในสิ่งนั้นก็จะตายจากท่านไป  ดังนั้น เมื่อกลัวสิ่งไหนก็ขอให้เราเข้าหาสิ่งนั้น ท่านก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมา
                3.นิสัยการทำงานเกินเงินเดือน คนที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก มักทำงานมากกว่าคนธรรมดาทั่วๆไป เพราะการทำงานมากกว่าคนอื่น บุคคลคนนั้นก็จะมีโอกาสเรียนรู้งานมากกว่าคนอื่น  การทำงานมากกว่าเงินเดือน เป็น กฎแห่งการตอบแทนทวีคูณ และเป็นนิสัยของบุคคลที่ประสบความสำเร็จฝึกปฏิบัติ
                4.ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และการเป็นผู้นำ บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก มักเป็นคนที่มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์  มีความกล้าในการเป็นผู้นำของตนเองและผู้อื่น บุคคลเหล่านี้มักเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโลก หรือเป็นบุคคลที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับโลก ดังเช่น สตีฟ จอบส์ , บิล เกตส์ เป็นต้น
                5.นิสัยประหยัดอดออม บุคคลที่ประสบความสำเร็จหรือบุคคลที่เป็นมหาเศรษฐี มักเป็นคนที่มีนิสัยประหยัดอดออม ซึ่งแตกต่างกับนิสัยสุรุ่ยสุร่าย ทำให้เกิดหนี้สิน ทำให้เกิดการสูญเปล่า การสร้างนิสัยประหยัดอดออม จะทำให้ท่านหนีพ้นจากชีวิตการทำงานหนัก และชีวิตการทำงานที่ไร้อิสรภาพ อันเนื่องจากท่านมีเงินสะสมในการดำเนินชีวิตในอนาคต อีกทั้งไม่มีหนี้สินให้เกิดการผ่อนชำระอีกด้วย
                6.ความล้มเหลว ในที่นี้หมายถึง ความพ่ายแพ้ชั่วคราว บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่ล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ชั่วคราว มาก่อน ฉะนั้นจงอย่ากลัวความล้มเหลวหรือความพ่ายแพ้ชั่วคราว หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ
                7.บุคลิกภาพที่ดี  บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักมีบุคลิกภาพที่ดี การมีบุคลิกภาพที่ดีไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะต้องแต่งกายหรือมีเครื่องใช้ราคาแพง แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นที่ประทับใจของผู้คน ที่ได้พูดคุยหรือสัมผัสด้วย
                8.ความมุ่งมั่นจดจ่อที่เป้าหมาย คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่จดจ่อกับเป้าหมาย ทำอะไรทำจริง ไม่เป็นคนที่ทิ้งกลางคัน แต่เขาจะคิดถึง เป้าหมายทุกลมหายใจ
                กฎแห่งความสำเร็จ ในโลกนี้อาจจะมีมากกว่านี้ แต่กฎข้างต้นนี้ เป็น กฎที่ บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ได้ใช้และปฏิบัติกัน และหากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ จงศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติ ท่านก็จะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้

7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี

7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การสื่อสารของมนุษย์มีความสำคัญและมีความจำเป็นมากในการอยู่ร่วมกัน เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม กล่าวคือ มีการอยู่ร่วมกัน มีการช่วยเหลือกัน มีการแบ่งงานกันทำ ดังนั้น การสื่อสารไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยคำพูด การเขียน การใช้ท่าทาง จำเป็นจะต้องมีการพัฒนา ในบทความนี้ขอนำเสนอเรื่อง “7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี”
                C ที่ 1 Clear ชัดเจน การสื่อสารไม่ว่าจะด้วยการพูด การเขียน จะต้องเป็นการสื่อสารที่มีความชัดเจน เรียบง่าย เมื่อสื่อสารออกไปแล้ว ผู้รับสารต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเช่นเดียวกับผู้ส่งสาร
                C ที่ 2 Concise มีความกระชับ การสื่อสารที่ดีไม่จำเป็นจะต้อง เขียนหรือพูด ยาวๆหรือต้องปริมาณมากๆ แต่การสื่อสารที่ดี ไม่ว่าการพูดหรือการเขียน ควรพูดหรือเขียนให้มีความสั้นกระชับ
                C ที่ 3 Correct  มีความถูกต้อง เป็นสิ่งที่ผู้ส่งสารควรพิจารณา และตรวจสอบก่อนที่จะส่งสารออกไป ว่าสารที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อสารออกไป เป็นข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้องชัดเจนหรือไม่  หากไม่ถูกต้องควรแก้ไขให้ถูกต้องก่อนที่จะส่งสารออกไป
                C ที่ 4 Courteous มีความสุภาพ พอเหมาะ พอสมควร สารที่ส่งออกไปควรเป็นไปด้วยความสุภาพ พอเหมาะ พอสมควร ไม่มากไปหรือน้อยเกินไป ทั้งนี้การสื่อสารเป็นทั้ง ศาสตร์คือเรียนรู้ได้ และเป็นทั้งศิลป์ กล่าวคือ ประยุกต์ใช้ได้ ผู้ส่งจึงต้องรู้จักการวิเคราะห์สถานการณ์และต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้รับสาร
                C  ที่ 5 Concrete สื่อให้มีความสร้างสรรค์ การสื่อสารที่ดีควรสื่อไปในลักษณะการสร้างสรรค์มากกว่าการทำลายกัน เพราะการสื่อสารในด้านบวกมักจะทำให้ผู้รับสารชื่นชอบมากกว่า การส่งข่าวสารออกไปในด้านลบ
                C  ที่ 6  Consider พิจารณาว่าการสื่อสารนั้นสามารถเป็นที่เชื่อถือสำหรับผู้รับสารหรือทำให้ผู้รับสารคล้ายตามด้วยหรือไม่ เพราะการสื่อสารหากต้องการได้รับความร่วมมือจากผู้รับสาร สารที่ส่งออกไปและผู้ส่งจะต้องทำให้ผู้รับสารเชื่อถือ ยอมรับเสียก่อน
                C ที่ 7  Complete มีความสมบูรณ์ครบถ้วน การสื่อสารที่ดี  สารที่ส่งควรมีความครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อน ที่จะส่งออกไปยังผู้รับสาร ดังนั้น ผู้ส่งควรต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด
                สำหรับการนำเสนอ ผู้ส่งสารควรนำเสนอด้วยบุคลิกภาพดังนี้
1.             ใช้ท่าทางประกอบการพูดอย่างเป็นธรรมชาติ
2.             มีการยืนและนั่ง อย่างสง่า อย่างเชื่อมั่นในตนเอง
3.             น้ำเสียงมีความชัดเจน แจ่มใส
4.             สีหน้า ใบหน้า ต้องแสดงให้มีความเหมาะสมกับเรื่องที่พูด
5.             การแสดงบุคลิกควรแสดงให้มีความกระตือรือร้น
ทั้งนี้ การสื่อสารที่ดี เป็นทั้ง ศาสตร์และศิลปะ กล่าวคือ เป็นศาสตร์ ท่านสามารถเรียนรู้ เข้ารับการอบรมได้
อ่านหนังสือได้ และเป็นทั้ง ศิลปะ กล่าวคือ ท่านสามารถประยุกต์หรือนำไปใช้ได้ ซึ่งแต่ละคนอาจมีความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้แล้วแต่ สถานการณ์ การรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟัง เงื่อนเวลา สถานที่  ความต้องการของผู้รับสาร เป็นต้น
               

การพัฒนาการบริการในหน่วยงานราชการ

การพัฒนาการบริการในหน่วยงานราชการ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                งานบริการเป็นงานที่ทุกหน่วยงานในปัจจุบันต่างให้ความสนใจและเอาใจใส่ ไม่ว่าจะเป็นห้างร้านบริษัท เอกชน ไม่เว้นแม้กระทั่งหน่วยงานราชการ ถึงแม้หน่วยงานราชการบางแห่งไม่มีคู่แข่งหรือผูกขาด ก็ยังให้ความสนใจในการอบรมเรื่องการให้บริการแก่ประชาชน เช่น สำนักงานที่ดินจังหวัดหลายแห่งได้เชิญกระผมไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการให้บริการ
                ซึ่งจากการวิจัยและสอบถามข้อมูลของประชาชน ประชาชนส่วนใหญ่อยากได้รับการบริการจากหน่วยงานราชการ ดังนี้
1.               การพูดจา สุภาพ ไพเราะนิ่มนวล การพูดเป็นสิ่งที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว บุคคลที่ทำงานราชการ ไม่ทราบว่าปริมาณงานอาจมาก บางคนอาจจะมีความเครียดในการทำงานหรือเบื่อการทำงานเนื่องจากทำงานมานาน จึงได้พูดจา หรือขาดสติ โดยพูดจา ที่ขาดการสุภาพและไม่มีความไพเราะ ซึ่งแตกต่างกับบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ที่พนักงานต่างก็พูดจา สุภาพ ไพเราะกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานราชการบางแห่ง
2.               การไม่ดูถูก เหยียดหยาม รังเกียจ ต้องยอมรับว่างานราชการส่วนใหญ่ต้องรับใช้หรือให้บริการแก่พี่น้องประชาชน ซึ่งประชาชนโดยเฉพาะต่างจังหวัดหลายแห่ง ที่อยู่ตามชนบทและอายุมากมักขาดการศึกษา บางคนอ่านหนังสือไม่ออก พูดจาก็ไม่ชัดและมีฐานะยากจน เลยทำให้ บุคคลที่ทำงานในหน่วยงานราชการ บางคน ดูถูก เหยียดหยาม รังเกียจ  
3.               ต้องการได้รับข้อมูลและให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปสอบถามคำถามต่างๆกับหน่วยงานราชการ ส่วนใหญ่มักขาดข้อมูล ดังนั้น เมื่อประชาชนมีปัญหาจึงคาดหวังว่าจะได้ข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง
4.               แก้ไขปัญหา  ประชาชนที่ไปรับการบริการของหน่วยงาน ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหา จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ ข้าราชการช่วยแก้ปัญหาให้
5.               ถูกปฏิเสธ  หลายหน่วยงานเมื่อประชาชนไปขอความช่วยเหลือมักถูกปฏิเสธ เลยทำให้ประชาชนที่ถูกปฏิเสธมักไม่ชอบการบริการ ดังนั้น หากเป็นไปได้ ผู้ให้การบริการในหน่วยงานราชการไม่ควรรีบปฏิเสธโดยทันที แต่ควรมีทางเลือกให้ประชาชนได้นำไปปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหาให้เบาบางลง
สำหรับหัวใจในการบริการที่ดีแก่พี่น้องประชาชนในหน่วยงานราชการ ควรปฏิบัติดังนี้
1.               การอำนวยความสะดวก ควรให้บริการด้วยความสะดวก รวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก
2.               ต้องช่วยเหลือ เร่งรัด อธิบายให้ความกระจ่าง แก่ผู้ใช้บริการ
3.               กระตือรือร้น ไม่เฉื่อยชา ในการให้บริการ
4.               ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้การต้อนรับขับสู้ในการให้บริการ
5.               สำนึกว่า ลูกค้าหรือผู้รับบริการ คือผู้ที่มีบุญคุณหรือให้เราได้ทำงาน บางคนถึงกับพูดว่าลูกค้าคือพระเจ้า หรือ คำกล่าวว่า  “Customer is the King” หรือ แม้แต่ มหาตมะ คานธี กล่าวว่า  ไม่ควรคิดว่าลูกค้าจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยธุรกิจเรา  เราต่างหากที่ต้องพึ่งพาอาศัยลูกค้า
6.               สร้างบรรยากาศให้มีความอบอุ่น สะดวก สบายในการให้บริการ
§  ดังนั้นงานบริการจึงมีความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานราชการ อีกทั้งการบริหารงานสมัยใหม่ มักให้ความสำคัญกับแนวคิดของการบริการ เช่น จาก Marketing สู่ Service  , เน้นลูกค้าตลอดชีพ  ไม่ใช่เพียงแค่ใช้บริการครั้งแรก , เน้นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกับลูกค้า , การบริการจึงเป็นจุดขายของธุรกิจยุคใหม่
§  เพราะ ความหายนะมักเกิดขึ้นกับการบริการที่ไม่ดี กล่าวคือมีผู้ทำการสำรวจว่า ลูกค้าไม่พอใจในบริการ 1 คน  จะบอกต่อถึง 78  คน  แต่ถ้าบริการดี ลูกค้าพอใจจะบอกต่อ 1 คน ต่อ10 คน และจะกลับมาใช้ใหม่35%
§ 


พัฒนาตนเอง 5 ส. สู่ความสำเร็จ

พัฒนาตนเอง 5 ส. สู่ความสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนเป็นจำนวนมากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต คนเป็นจำนวนมากต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้น  คนเป็นจำนวนมากต้องการความก้าวหน้าในที่ทำงาน แต่คนส่วนใหญ่มักมองแต่สภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ต้องการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ , ต้องการเจ้านายใหม่ , ต้องการเปลี่ยนห้องทำงานใหม่ ฯลฯ แต่ความจริงแล้ว หากว่าเราต้องการประสบความสำเร็จ เราต้องเริ่มต้นจากภายในตัวเราก่อน
                เริ่มจากการพัฒนาตนเอง สมมุติว่านาย A  ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ แต่หากว่านาย A ต้องการเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยแบบนาย B  นาย A จึงต้องไปดูว่าคุณสมบัติของความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร เช่น ต้องมีวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโท , ต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดทั้งการพูด การสอนและการเขียน, ต้องมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพความเป็นอาจารย์ เป็นต้น
                จากตัวอย่างข้างต้น หากว่า นาย A ต้องการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นาย A จึงต้องเริ่มต้นพัฒนาตนเอง ด้วย การไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท , ต้องไปเรียนการพูด การเขียน การสื่อสาร เป็นต้น
                ดังนั้นการพัฒนาตนเองจึงเป็นส่วนสำคัญในชีวิตการทำงาน ซึ่งเราจำเป็นจะต้องพัฒนาตนเองหลายๆด้านด้วยกัน ในบทความนี้ขอพูดเรื่อง “ พัฒนาตนเอง 5 ส. สู่ความสำเร็จ ”
                ส.ที่ 1  สมอง คนที่ร่ำรวย คนที่มีหน้าที่การงานดี คนๆนั้นมักมีมันสมองที่ดี ฉลาด การพัฒนาสมองจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ เพราะการจะแก้ไขปัญหาต่างๆ เรามักสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยกันหลายทาง แต่คนที่มีมันสมองที่ฉลาด มักใช้ความคิด และการตัดสินใจที่ดีกว่าคนที่มีมันสมองที่ไม่ดี
                ส.ที่ 2 สัมพันธ์ การพัฒนาความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่า ในการทำงานทุกแห่งเรามักทำงานร่วมกันกับคนอื่น การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน ศึกษา
                ส.ที่ 3 สติ  การทำงานทุกประเภท บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีสติ ไม่เป็นคนที่ใจลอยหรือเป็นคนที่ขาดสติ  คนที่มีสติ มักทำงานได้รอบคอบกว่าคนที่ไม่มีสติ คนที่มีสติ มักทำงานได้ผิดพลาดน้อยกว่าคนที่ขาดสติ  
                ส.ที่ 4 สง่า  บุคลิกภาพ ความสง่า มีส่วนสำคัญที่สร้างความประทับใจเริ่มแรกในการพบปะกัน การแต่งกาย ทรงผม หน้าตา ตลอดจนการรักษารูปร่าง จึงเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
                ส.ที่ 5 สัจจะ บุคคลที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่เคารพ นับถือ มักเป็นคนที่ใช้คำพูด ใช้วาจา ที่ดี เป็นคนที่รักษาคำมั่นสัญญา  เป็นคนที่พูดจาอ่อนหวาน สุภาพ ดังนั้นบุคคลที่ต้องการประสบความสำหรับควรที่จะต้องมีการฝึกฝนและพัฒนา ปรับปรุง คำพูด
                ดังนั้นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และหากว่าเราลองสังเกตดูคนรอบข้างเราก็จะมีอยู่ 2 ประเภท กล่าวคือคนที่ประสบความล้มเหลว มักเป็นคนที่คิดลบอยู่เสมอ มักเป็นคนที่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น มักเป็นคนที่มีข้ออ้างตลอดเวลา ตรงกันข้ามกับคนอีกประเภทหนึ่ง ก็คือคนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่คิดบวก มักเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง มักเป็นคนที่พัฒนาตนเอง ตลอดเวลา
                แล้วคุณต้องการเป็นคนประเภทไหน เพราะถ้าหากว่าคุณต้องการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ขอให้คุณจงรีบพัฒนาตนเองตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                ถ้าหากว่าท่านคิดว่าตนเอง พัฒนาตนเองได้ ท่านก็จะพัฒนาตนเองได้ แต่ถ้าหากว่าท่านคิดว่าท่านไม่สามารถพัฒนาตนเองได้ ท่านก็มักจะเป็นไปตามความคิดของท่าน

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

พัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ PDCA”

พัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ PDCA
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
คนเราเกิดมาอาจไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของชาติกำเนิด แต่คนเราทุกๆคนสามารถเลือกที่จะพัฒนาตนเองได้
                คนเราจะมีความก้าวหน้าในชีวิต ก้าวหน้าในที่ทำงาน คนๆนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาตนเอง เพราะการพัฒนาตนเองจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างที่นิสัยที่ดีไปทดแทนนิสัยที่ไม่ดีของตนเอง เช่น การสร้างนิสัยที่มีความขยันขันแข็งไปทดแทนนิสัยที่ขี้เกียจ , การสร้างนิสัยความเป็นผู้ดีไปทดแทนนิสัยที่ต่ำทรามของตน , การสร้างนิสัยความเสมอต้นเสมอปลายไปทดแทนนิสัยที่จับจดโลเล เป็นต้น
                ในบทความฉบับนี้ กระผมขอพูดเรื่อง “ พัฒนาตนเองด้วยมิติ การจัดการ PDCA
                สำหรับหลักความคิด PDCA เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงครามในขณะนั้นเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งประเทศที่ให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่น คือประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งคนเข้าไปช่วยเหลือให้คำแนะนำปรึกษาซึ่งบุคคลดังกล่าวคือ DR.Deming ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องคุณภาพ  ซึ่ง Dr.Deming ได้คิดค้น วงจรการบริหารงานแบบ PDCA  ซึ่งเป็นการบริหารแบบเรียบง่ายโดยการควบคุมคุณภาพการผลิตสินค้าที่มีมากอย่างประสิทธิภาพ ซึ่งหลัก PDCA  มีดังนี้
                P (Planning) การวางแผน เป็นกิจกรรมลำดับแรก ที่ต้องกำหนดเพื่อไปสู่เป้าหมาย ตัวอย่างเช่น หากว่าเราต้องการพัฒนาตนเองในด้านความขยันขันแข็ง เราจำเป็นจะต้องวางแผนการใช้เวลาในชีวิตของเราเพื่อให้ทุกนาทีเกิดประโยชน์มากที่สุด เช่น วางแผนการทำงานในแต่ละวัน แบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อน ออกกำลังกาย เวลาสำหรับครอบครัว เป็นต้น
                การวางแผนจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ในการทำงานต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่การพัฒนาตนเอง ดังนั้นหากท่านต้องการพัฒนาตนเอง หากท่านต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง จงเริ่มสำรวจตัวเองว่า สิ่งไหนที่ท่านต้องการพัฒนาตนเองเป็นอันดับแรกๆ แล้วเริ่มวางแผนการเป็นรายวัน รายเดือน รายปี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเอง
                D (Do)  การลงมือทำ การปฏิบัติตามแผน  เมื่อมีการวางแผนงานแล้ว แต่ขาดซึ่งการลงมือทำ แผนที่วางเอาไว้ก็นิ่งสนิท ดังนั้น การลงมือทำจึงเป็นสิ่งที่ทำให้แผนการที่วางเอาไว้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา คนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาตนเอง จะไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปเปล่าๆ เขาจะไม่เป็นคนที่รอคอยโชคชะตา แต่เขาจะเป็นคนกำหนดโชคชะตาของตนเอง ด้วยการลงมือ “ ทำทันที หรือ ททท.” โดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เพราะคนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ไม่ใช่เป็นแต่คนที่มีความคิดดีๆ แต่ไม่ยอมลงมือกระทำ แต่เขาจะตัดสินใจทำทันที เพราะการลงมือกระทำ เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
                C  (Check) ตรวจสอบและประเมินตนเอง  เมื่อเราลงมือกระทำตามแผนการที่วางเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไป เราต้องมีการตรวจสอบและประเมินตนเอง ตามแผนที่วางไว้ ว่าสิ่งที่เราทำนั้น ได้กระทำตามแผนหรือไม่ หรือ มีสิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ
                A (Action) การปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา เมื่อมีการตรวจสอบและประเมินตนเองแล้ว เราควรหาวิธีการในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา สิ่งที่เราได้ทำเอาไว้ โดยการนำเอา C  (Check) มาตรวจสอบปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น
                ดังนั้น หากต้องการพัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ” PDCA  เราคงต้องมีการกระทำอย่างจริงจัง และควรทำในลักษณะเป็นวงจรกล่าวคือ PDCA แล้วไปยัง PDCA แล้วไปยัง PDCA อีกหลายรอบ ควรทำเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ควรทำแค่รอบเดียว และหลักการ PDCA  ยังนำไปใช้ได้ในเรื่องของ การบริหารต่างๆ อีกด้วย เช่น การบริหารงานผลิต , การบริหารงานเขียน , งานบริหารงานบุคคลและการบริหารและพัฒนาตนเองอีกด้วย
หากว่าคุณมีความปรารถนาจะสร้างความสำเร็จ  การพัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ PDCA ช่วยท่านได้

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

ความสำเร็จเริ่มต้นที่ตัวคุณเอง

ความสำเร็จเริ่มต้นที่ตัวเอง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักพูดว่าความสำเร็จนั้นสามารถเรียนรู้ ศึกษา ฝึกฝนได้ โดยเริ่มต้นที่ตัวของคนเอง โดยการเปลี่ยนแปลงตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด การพูดและการลงมือทำ ซึ่งทุกๆท่านก็สามารถประสบความสำเร็จได้โดยการเริ่มต้นที่ตัวเอง ดังนี้
                1.จงเขียนเป้าหมายในชีวิต จงกำหนดทิศทางของตนเอง ว่าตนเองต้องการอะไรในชีวิต  อย่าไปเสียเวลา เสียเงินทอง เสียพลังงาน กับสิ่งที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของชีวิต จงกำหนดทิศทาง ของตนเองแล้วมุ่งไปในทิศทางดังกล่าว จงซื่อสัตย์กับตัวคุณเอง จงทบทวนตนเองว่าเรามีความต้องการอะไรจริงๆ ในชีวิตนี้
                2.จงเขียนลงในกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นแผนการ ปัญหาต่างๆ การเขียนลงในกระดาษเป็นตัวหนังสือ หรือเขียนลงในกระดาษเป็นรูปแบบต่าง เช่น Mind Map รูปภาพต่างๆ ฯลฯ จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ฉะนั้น เมื่อคิดแล้วจงเขียนลงในกระดาษดีกว่าจะคิดอยู่แต่ในสมองโดยไม่มีการเขียน
                3.จงบริหารเวลาของตัวคุณเอง เวลาของทุกคนมีเท่ากัน แต่การบริหารเวลาของแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน คนที่ประสบความสำเร็จมักมีความสามารถในการบริหารเวลา ให้เกิดความสมดุลสำหรับชีวิต จงเรียนรู้เทคนิคการบริหาร จงใช้เครื่องมือต่างๆเข้าช่วยในการบริหารเวลา จงใช้เวลาให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด และที่สำคัญควรฝึกการ ปฏิเสธหรือไม่ ด้วย เมื่อเราลองมองย้อนกับไปในอดีต เราต้องเสียเวลาเป็นอันมากก็เนื่องมาจากความใจอ่อน ความขี้เกรงใจคน ความอยากช่วยเหลือผู้อื่นจนลืมนึกถึงเวลาของตนเองไป ซึ่งเราสามารถหลีกเลี่ยงการเสียเวลาของเราโดยการ ฝึกพูดคำว่า “ ไม่ ” หรือหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์โดยไม่มีความจำเป็น
                4.กล้าทำ คนไม่มีความจำเป็นว่าต้องมีความพร้อมหรือความมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนแล้วจึงจะลงมือทำ จงกล้าทำ ถึงแม้สิ่งที่คุณทำจะเกิดปัญหาในอนาคตให้ต้องทำการแก้ไขก็ตาม และอย่าได้กลัวคำวิจารณ์ต่างๆ ขอให้จำไว้ว่า “ คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลยก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ”  เราจึงเห็นได้ว่าในอดีต ในปัจจุบันและในอนาคต การเรียนการสอนต่างๆ ของเด็กๆ จึงต้องมียางลบ เพื่อนำไปลบคำผิดนั้นเอง
                5.จงคิดบวกอยู่เสมอ การคิดบวกจะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน จงใช้พลังในการทำงาน ไม่ใช่มัวแต่กังวล คิดลบ คิดว่าทำไม่ได้ คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ และเมื่อรู้ว่าตนเองคิดลบแล้ว จงรีบเปลี่ยนแปลงความคิดดังกล่าวเป็นคิดบวกทันที ก็จะทำให้เรามีพลังงานในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไป
                6.จงสร้างนิสัย ททท.หรือทำทันที การผัดวันประกันพรุ่ง เป็นนิสัยหรือธรรมชาติที่ไม่ดีของมนุษย์เรา หากรู้ว่างานใดควรทำให้เสร็จภายในวันนี้ ก็ควรรีบทำให้เสร็จ อย่าเปล่าให้งานที่ตนเองทำค้าง เหมือนคำสอนของคนโบราณที่กล่าวไว้ว่า “  ดินพอกหางหมู ” เพราะอีกนิด ดินนั้นจะมีโอกาสพอกตัวหมูไปด้วย
                7.จงแบ่งงานให้เป็นชิ้นที่เล็กลง เมื่อเราเจองานใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำงานที่มาก เราควรแบ่งให้งานเป็นชิ้นที่เล็กลง เช่น เรามีแผนการจะเขียนหนังสือ จำนวน 20 บท จงวางแผนในการทำงานโดยการแบ่งงานแต่ละบท ว่าแต่ละบทมีเนื้อหาอะไร แล้วจึงลงมือเขียนที่ละบท เหมือนดังคำกล่าว “หากจะกินช้างซึ่งตัวใหญ่ เราไม่สามารถกินได้ทั้งตัว แต่เราสามารถกินช้างทั้งตัวได้โดยการกินที่ละคำ”
                สรุป เราสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ โดยการเริ่มต้นที่ตัวเราเอง โดยการเขียนเป้าหมายในชีวิต ,  การเขียนลงในกระดาษ , การบริหารเวลา , กล้าที่จะทำ , การคิดบวกอยู่เสมอ , นิสัย ททท.หรือทำทันที และจงแบ่งงานให้มีชิ้นที่เล็กลง เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ทำทันที


ททท.หรือทำทันที
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                หลายๆ คนมีความคิดดีๆ มีคำพูดดีๆ แต่ก็ไม่ยอมลงมือทำเสียที ปล่อยให้ความคิดและคำพูด หายไปกับอากาศและสายลม แล้วจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร ตรงกันข้ามกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จ พวกเขามักเป็นคนที่ คิด พูดแล้ว ลงมือทำ ถึงแม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่แปลกๆ ก็ตาม
                สำหรับการที่คนเราไม่ยอมลงมือทำทันที(ททท.)อาจมีหลายสาเหตุ เช่น กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์, กลัวคนไม่ชอบ ,กลัวถูกตำหนิ  อาย  ความไม่มั่นใจ  กลัวความล้มเหลว  เป็นต้น
                ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับการไม่ ททท.หรือทำทันที
1.               ไม่กล้ายกมือถามเป็นคนแรก กระผมมีอาชีพเป็นวิทยากรอิสระ เมื่อบรรยายเสร็จแล้ว มักจะเหลือเวลาสัก 5-10 นาที เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้สักถาม แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครกล้าถาม ดังนั้น หากท่านต้องการประสบความสำเร็จจงกล้าที่จะถามหรือแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกให้ได้ ทั้งนี้ ความคิดเห็นเป็นเรื่องที่ไม่มีถูกผิด เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยมก็ได้  หากท่านกล้ายกมือถามเป็นคนแรก ประโยชน์ก็จะตกกับท่านอีกมากมาย เช่น เป็นการสร้างท่านให้มีภาวะผู้นำเพิ่มมากขึ้น , ทุกคนในที่อบรมรู้จักท่านและอยากรู้จักท่านมากยิ่งขึ้น , เป็นการสร้างความมั่นใจในตนเอง ฯลฯ
2.               ไม่กล้านั่งแถวหน้าสุด ในการฝึกอบรมแต่ละครั้ง กระผมเป็นวิทยากร กระผมมักสังเกตเห็นว่า คนมาก่อนมักนั่งหลัง คนมาหลังมักนั่งหน้า หากท่านอยากเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ จง ทำทันที(ททท.) นั่งด้านหน้าสุดครับ จากการอ่านหนังสือเรื่อง “ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก ”  กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า หากท่านต้องการเป็นผู้นำและเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง ขอให้ท่านฝึกนั่งด้านหน้าสุดเสมอ
3.               ไม่กล้าทำอะไรเนื่องจากแคร์สายตาหรือคนรอบข้าง หลายคนไม่กล้าลงมือทำอะไร หรือ ไม่กล้าทำสิ่งใดบางสิ่ง ก็เนื่องจากแคร์สายตาคนรอบข้าง ซึ่งการแคร์สายตาคนรอบข้าง ทำให้เราเสียโอกาสสำคัญๆ ไปอย่างน่าเสียดาย  บางคนมีความฝัน เล่าให้เพื่อนๆ ฟัง หรือ คนรอบข้างฟัง แล้วเขาก็หัวเราะเยาะ จนในที่สุด เขาก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ความสำเร็จจึงไม่เกิดขึ้น จงกล้าที่จะทำแล้วท่านจะพบกับความสำเร็จ จงอย่าแคร์สายตาหรือคนรอบข้างมากจนเกินไป
                4.ไม่มีจังหวะในการลงมือทำ หลายๆ คน ต้องรอดูจังหวะ รอดูดวง การรอจังหวะมากจนเกินไป  ทำให้เกิดผลเสียคือ เขาจะไม่ยอมลงมือทำหรือลงมือปฏิบัติ หากต้องรอให้พร้อม 100 % ก็คงไม่ต้องทำอะไร ดังคำกล่าวของอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร  ในงานพิธีเปิดโครงการปฐมนิเทศและพัฒนาผู้รับผิดชอบการบริหาร “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายในข้ามคืนหรอก... ผมเป็นคนที่มีความคิดแล้วลงมือทำ ถ้ามองเห็นว่าไปได้เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ลุยเลย อีก 40 เปอร์เซ็นต์ไปแก้เอาข้างหน้า แต่ถ้า...รอให้ครบ 100 แล้วค่อยทำแล้ว ชาตินี้ไม่มีคำว่าร้อย  ต้องรอตายอีกสิบชาติก็ยังไม่มีร้อย เพราะไม่อะไรสมบูรณ์”
5.ไม่ต้องการท้าทายแต่ต้องการความมั่นใจ  หลายคนไม่กล้าลงมือทำทันที(ททท.) เนื่องจากกลัวเรื่องของความ
มั่นคง หลายคนไม่มีความสุขในการทำงานหรืออยู่ภายในองค์กรนั้นๆ แต่ก็ไม่กล้าลาออกเพื่อไปเริ่มงานใหม่ก็เนื่องจากกลัวความมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็เคยเป็นมาก่อน จนสุดท้ายต้องตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วผู้เขียนจึงได้พบเจอกับคำว่า “อิสระ การไม่ยึดติดกับสภาพปัจจุบันปล่อยให้ไหลไปตามธรรมชาติแล้วว่ายตามมันไป ”
                โดยสรุป คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ในหน้าที่การงาน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ไม่ยอมลงมือทำทันที(ททท.) ความลังเลสงสัย ความไม่กล้า  ความอาย  เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวคุณเองเพื่อที่จะเดินทางไปสู่ความสำเร็จ จง ทำทันที(ททท.)แล้วท่านจะประสบความสำเร็จ