วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

อิทธิบาท 4 สู่การเป็นนักพูด

อิทธิบาท 4 สู่การเป็นนักพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                อิทธิบาท 4  คือ อะไร อิทธิบาท 4 คือ หลักคำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน การเรียน การดำเนินชีวิตได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งความต้องการในการเป็นนักพูด หลักอิทธิบาท 4 มีดังนี้
                1.ฉันทะ ได้แก่ความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นสิ่งใดก็ตามที่ตนเองต้องการจะเป็น เช่น หากท่านอยากเป็นนักพูด ท่านจะต้องมี ฉันทะ คือ มีความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้าเสียก่อนในความอยากเป็นนักพูด และหากจะให้ดี ควรหาแบบอย่างว่าตนเองต้องการเป็นนักพูดแบบใครหรือใครคือต้นแบบ ก็จะทำให้ท่านได้แนวทางมากขึ้น เช่น บางคนอยากเป็นนักพูดทางการเมืองแบบคุณสมัคร สุนทรเวช ท่านก็ควรนำเทปหรือคำพูดคุณสมัคร สุนทรเวช มาศึกษามาเรียนรู้บ่อยๆ หรือ หากท่านต้องการเป็นนักพูดประเภททอล์คโชว์ เหมือนอาจารย์นักพูด (อ.จตุพล,อ.สุขุม,อ.สุรวงค์,อ.ถาวร ฯลฯ) ท่านก็ควรหา VCD ขอนักพูดเหล่านี้มาฟังมากๆ บ่อยๆ ก็จะทำให้ท่านมีไฟมีความปรารถนาเพิ่มมากขึ้น
                2.วิริยะ ได้แก่ความพยายามพากเพียร บากบั่น อดทนในการฝึกซ้อม ในการศึกษาเรียนรู้ การฝึกฝน ในการเป็นนักพูด ต้องมีการฝึกซ้อมหลายเวที บางเวทีอาจประสบความสำเร็จ บางเวทีอาจล้มเหลว ฉะนั้น บุคคลที่ต้องการเป็นนักพูดจึงต้องมี วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม ดังตัวอย่างเช่น เดมอส เทนิส นักพูดชื่อดังในอดีต ท่านถูกหัวเราะถูกด่า จากสภาในการพูดในรัฐสภาว่าเป็น คนพูดที่ขาดซึ่งวาทศิลป์ มีการใช้ท่าทางประกอบที่น่าเกลียด ซึ่งสร้างความอัปยศอดสูแก่ตัวท่านและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่าน เดมอส เทนิส ไม่ยอมแพ้ ท่านได้ใช้ วิริยะ คือความพากเพียร ท่านไปเก็บตัวเงียบ แล้วฝึกซ้อมอยู่ริมชายทะเลอยู่ตามลำพัง โดยการอ่านสำนวนโวหารดังๆบ้าง โดยการฝึกพูดด้วยตนเองบ้าง จนในที่สุด เขาถูกรัฐสภาปรบมือให้เกียรติในการพูดของเขา เป็นต้น
                3.จิตตะ ได้แก่ จิตใจจดจ่อ เอาใจใส่ต่อเป้าหมายที่วางเอาไว้  บุคคลที่ต้องการเป็นนักพูดบางท่าน จดจ่อถึงขนาดนอนหลับฝันว่าตนเองกำลังพูดบนเวที หรือบางคนใช้จินตนาการว่าตนเองกำลังไปพูดบนเวทีใหญ่เลยก็มี และที่สำคัญที่สุด ท่านจะต้องมีการฝึกพูดด้วยตนเอง ซึ่งหมายถึงในหนึ่งวันหรือ 24 ชั่วโมง ท่านจำเป็นจะต้อง แสวงหาความรู้ แสวงหาข้อมูล และต้องมีการเตรียมตัว ต้องมีการฝึกซ้อมอยู่เสมอๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญแคล่วคล่องในการนำไปพูดจริง โดยไม่ต้องมีการคิดให้มากนักในเวลาพูด
                4.วิมังสา ได้แก่ การหมั่นพิจารณาไตร่ตรอง ถึงสิ่งที่ตนเองกำลังฝึกฝนหรือกระทำลงไป
ว่าควรแก้ไขปรับปรุง พัฒนาอย่างไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายในการเป็นนักพูดของตนเอง ซึ่งหากว่าเป้าหมายในการเป็นนักพูดของท่านอยู่ในระดับต่ำแค่เป็นนักพูดในระดับหมู่บ้าน ท่านก็อาจมีการปรับปรุงแก้ไข พัฒนาง่ายหน่อย แต่หากว่าเป้าหมายในการเป็นนักพูดของท่านอยู่ในระดับประเทศ แน่นอนการแก้ไขปรับปรุงการพูดของท่านก็คงต้องมีการทุ่มเท พัฒนา ปรับปรุงตนเองอย่างหนักหนาและจริงจังตามไปด้วย
                อิทธิบาท 4 จึงเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ควรนำไปใช้ในการเป็นนักพูด และหลักการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการเป็นนักพูดทุกระดับ
ข้อสำคัญก็คือ หากว่าเกิดความผิดพลาด ผิดหวัง ท้อแท้ ขอให้ท่านอย่าได้ ท้อถอย ขอให้คิดเสียว่า คนที่ไม่ได้ทำผิดพลาดอะไรเลย ก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนั่นเอง (
Do no wrong is do noting)
               

ความสำคัญในการเป็นนักพูด

ความสำคัญในการเป็นนักพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                1.บุคคลที่พูดเก่ง มักเป็นที่นิยมของบุคคลโดยทั่วไป ซึ่งบุคคลผู้นั้นจะต้องได้รับการฝึกฝน ให้มีคำพูดที่ครบเครื่อง เช่น มีวาทศิลป์ มีอารมณ์ขัน มีหลักวิชาการ มีการอ้างอิง มีเหตุผล มีท่าทางที่สง่า มีน้ำเสียงที่ชวนฟัง รวมถึงบุคลิกภาพ ฯลฯ
                2.การเป็นนักพูดจะทำให้เป็นนักค้นคว้า นักวิจารณ์ นักวิเคราะห์ นักคิด นักสังเกต สิ่งเหล่านี้จะทำให้ช่วยเพิ่มพูนปัญญาบารมีและสามารถนำไปใช้ในการพูดได้อีกด้วย
                3.ทำให้เกิดความทะเยอทะยานอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเป็นที่รู้จักของผู้อื่น เมื่อต้องการเช่นนี้แล้ว ก็จะทำให้เกิดการปรับปรุงตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ การพูด ท่าทาง การเพิ่มระดับการศึกษา
                4.ทำให้เป็นผู้มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี เมื่อมีปัญหาก็สามารถตอบโต้ได้โดยทันที ไม่ต้องใช้เวลาคิดที่นาน และจะสามารถหาทางออกของปัญหาได้อย่างถูกต้อง
                5.การพูดเก่ง ยังทำให้ท่านได้มีตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางด้านการเมือง  ตำแหน่งทางด้านวิชาการ ตำแหน่งในงานบริหารงาน ดังบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศและต่างประเทศ เช่น ฮิตเล่อร์ มุสโสลินี ลินคอล์น นายควง อภัยวงศ์ นายชวน หลีกภัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นต้น
                6.การพูดเก่ง ทำให้ท่านสามารถเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น เช่น นักขายหากได้มีการฝึกฝนการพูดก็จะทำให้ท่านขายสินค้าได้ดีขึ้น
                7.ได้เพื่อนเพิ่มมากขึ้น การพูดเก่ง การพูดเป็น มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน ทำให้ผู้คนอยากรู้จัก อยากให้ความช่วยเหลือ
                ดังนั้น เมื่อท่านทราบความสำคัญของการเป็นนักพูดแล้ว ท่านเองก็สามารถเป็นนักพูดที่ดีได้ เพียงแต่ท่านต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า มีเป้าหมาย มีการฝึกฝน มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะความสามารถในด้านการพูดเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าวิชาการที่หลายหลากจากตำรับตำรา บุคคลที่พูดเก่งจึงเป็นบุคคลที่สามารถก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จได้เร็วกว่าคนที่พูดไม่เก่ง พูดไม่เป็น

กฎแห่งความสำเร็จ

กฎแห่งความสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะต้องมีหลักการหรือมีกฎเกณฑ์ประจำตัวบางอย่าง ซึ่งหลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ ที่แต่ละคนยึดถือคงมีแตกต่างกันไป แต่ก็มีอยู่หลายๆ กฎที่บุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จยึดเหมือนกัน ก็มีอยู่หลายกฎเกณฑ์ เช่น
                1.การวางเป้าหมาย หากว่าท่านผู้อ่านลองสังเกตบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เขามักมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต หรือหากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาแห่งความสำเร็จ การวางเป้าหมายเป็นสิ่งหนึ่งที่หนังสือเหล่านั้นได้กล่าวถึง ไม่ว่าหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ หนังสือของเดล คาร์เนกี้ หนังสือของ Anthony เป็นต้น
                2.ความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง บุคคลที่มีความสมบูรณ์ทางด้านร่างกายแต่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง สู้คนที่มีความบกพร่องพิการแต่มีความเชื่อมั่นในตนเองไม่ได้ ซึ่งความเชื่อมั่นท่านสามารถพิชิตได้ เคยมีนักปราชญ์กล่าวว่า วิธีการสร้างความเชื่อมั่นง่ายนิดเดียวคือ จงทำในสิ่งที่ท่านกลัว แล้วเมื่อนั้นความกลัวในสิ่งนั้นก็จะตายจากท่านไป  ดังนั้น เมื่อกลัวสิ่งไหนก็ขอให้เราเข้าหาสิ่งนั้น ท่านก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมา
                3.นิสัยการทำงานเกินเงินเดือน คนที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก มักทำงานมากกว่าคนธรรมดาทั่วๆไป เพราะการทำงานมากกว่าคนอื่น บุคคลคนนั้นก็จะมีโอกาสเรียนรู้งานมากกว่าคนอื่น  การทำงานมากกว่าเงินเดือน เป็น กฎแห่งการตอบแทนทวีคูณ และเป็นนิสัยของบุคคลที่ประสบความสำเร็จฝึกปฏิบัติ
                4.ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และการเป็นผู้นำ บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก มักเป็นคนที่มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์  มีความกล้าในการเป็นผู้นำของตนเองและผู้อื่น บุคคลเหล่านี้มักเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโลก หรือเป็นบุคคลที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับโลก ดังเช่น สตีฟ จอบส์ , บิล เกตส์ เป็นต้น
                5.นิสัยประหยัดอดออม บุคคลที่ประสบความสำเร็จหรือบุคคลที่เป็นมหาเศรษฐี มักเป็นคนที่มีนิสัยประหยัดอดออม ซึ่งแตกต่างกับนิสัยสุรุ่ยสุร่าย ทำให้เกิดหนี้สิน ทำให้เกิดการสูญเปล่า การสร้างนิสัยประหยัดอดออม จะทำให้ท่านหนีพ้นจากชีวิตการทำงานหนัก และชีวิตการทำงานที่ไร้อิสรภาพ อันเนื่องจากท่านมีเงินสะสมในการดำเนินชีวิตในอนาคต อีกทั้งไม่มีหนี้สินให้เกิดการผ่อนชำระอีกด้วย
                6.ความล้มเหลว ในที่นี้หมายถึง ความพ่ายแพ้ชั่วคราว บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่ล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ชั่วคราว มาก่อน ฉะนั้นจงอย่ากลัวความล้มเหลวหรือความพ่ายแพ้ชั่วคราว หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ
                7.บุคลิกภาพที่ดี  บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักมีบุคลิกภาพที่ดี การมีบุคลิกภาพที่ดีไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะต้องแต่งกายหรือมีเครื่องใช้ราคาแพง แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นที่ประทับใจของผู้คน ที่ได้พูดคุยหรือสัมผัสด้วย
                8.ความมุ่งมั่นจดจ่อที่เป้าหมาย คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่จดจ่อกับเป้าหมาย ทำอะไรทำจริง ไม่เป็นคนที่ทิ้งกลางคัน แต่เขาจะคิดถึง เป้าหมายทุกลมหายใจ
                กฎแห่งความสำเร็จ ในโลกนี้อาจจะมีมากกว่านี้ แต่กฎข้างต้นนี้ เป็น กฎที่ บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ได้ใช้และปฏิบัติกัน และหากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ จงศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติ ท่านก็จะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้

7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี

7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การสื่อสารของมนุษย์มีความสำคัญและมีความจำเป็นมากในการอยู่ร่วมกัน เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม กล่าวคือ มีการอยู่ร่วมกัน มีการช่วยเหลือกัน มีการแบ่งงานกันทำ ดังนั้น การสื่อสารไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยคำพูด การเขียน การใช้ท่าทาง จำเป็นจะต้องมีการพัฒนา ในบทความนี้ขอนำเสนอเรื่อง “7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี”
                C ที่ 1 Clear ชัดเจน การสื่อสารไม่ว่าจะด้วยการพูด การเขียน จะต้องเป็นการสื่อสารที่มีความชัดเจน เรียบง่าย เมื่อสื่อสารออกไปแล้ว ผู้รับสารต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเช่นเดียวกับผู้ส่งสาร
                C ที่ 2 Concise มีความกระชับ การสื่อสารที่ดีไม่จำเป็นจะต้อง เขียนหรือพูด ยาวๆหรือต้องปริมาณมากๆ แต่การสื่อสารที่ดี ไม่ว่าการพูดหรือการเขียน ควรพูดหรือเขียนให้มีความสั้นกระชับ
                C ที่ 3 Correct  มีความถูกต้อง เป็นสิ่งที่ผู้ส่งสารควรพิจารณา และตรวจสอบก่อนที่จะส่งสารออกไป ว่าสารที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อสารออกไป เป็นข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้องชัดเจนหรือไม่  หากไม่ถูกต้องควรแก้ไขให้ถูกต้องก่อนที่จะส่งสารออกไป
                C ที่ 4 Courteous มีความสุภาพ พอเหมาะ พอสมควร สารที่ส่งออกไปควรเป็นไปด้วยความสุภาพ พอเหมาะ พอสมควร ไม่มากไปหรือน้อยเกินไป ทั้งนี้การสื่อสารเป็นทั้ง ศาสตร์คือเรียนรู้ได้ และเป็นทั้งศิลป์ กล่าวคือ ประยุกต์ใช้ได้ ผู้ส่งจึงต้องรู้จักการวิเคราะห์สถานการณ์และต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้รับสาร
                C  ที่ 5 Concrete สื่อให้มีความสร้างสรรค์ การสื่อสารที่ดีควรสื่อไปในลักษณะการสร้างสรรค์มากกว่าการทำลายกัน เพราะการสื่อสารในด้านบวกมักจะทำให้ผู้รับสารชื่นชอบมากกว่า การส่งข่าวสารออกไปในด้านลบ
                C  ที่ 6  Consider พิจารณาว่าการสื่อสารนั้นสามารถเป็นที่เชื่อถือสำหรับผู้รับสารหรือทำให้ผู้รับสารคล้ายตามด้วยหรือไม่ เพราะการสื่อสารหากต้องการได้รับความร่วมมือจากผู้รับสาร สารที่ส่งออกไปและผู้ส่งจะต้องทำให้ผู้รับสารเชื่อถือ ยอมรับเสียก่อน
                C ที่ 7  Complete มีความสมบูรณ์ครบถ้วน การสื่อสารที่ดี  สารที่ส่งควรมีความครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อน ที่จะส่งออกไปยังผู้รับสาร ดังนั้น ผู้ส่งควรต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด
                สำหรับการนำเสนอ ผู้ส่งสารควรนำเสนอด้วยบุคลิกภาพดังนี้
1.             ใช้ท่าทางประกอบการพูดอย่างเป็นธรรมชาติ
2.             มีการยืนและนั่ง อย่างสง่า อย่างเชื่อมั่นในตนเอง
3.             น้ำเสียงมีความชัดเจน แจ่มใส
4.             สีหน้า ใบหน้า ต้องแสดงให้มีความเหมาะสมกับเรื่องที่พูด
5.             การแสดงบุคลิกควรแสดงให้มีความกระตือรือร้น
ทั้งนี้ การสื่อสารที่ดี เป็นทั้ง ศาสตร์และศิลปะ กล่าวคือ เป็นศาสตร์ ท่านสามารถเรียนรู้ เข้ารับการอบรมได้
อ่านหนังสือได้ และเป็นทั้ง ศิลปะ กล่าวคือ ท่านสามารถประยุกต์หรือนำไปใช้ได้ ซึ่งแต่ละคนอาจมีความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้แล้วแต่ สถานการณ์ การรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟัง เงื่อนเวลา สถานที่  ความต้องการของผู้รับสาร เป็นต้น
               

การพัฒนาการบริการในหน่วยงานราชการ

การพัฒนาการบริการในหน่วยงานราชการ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                งานบริการเป็นงานที่ทุกหน่วยงานในปัจจุบันต่างให้ความสนใจและเอาใจใส่ ไม่ว่าจะเป็นห้างร้านบริษัท เอกชน ไม่เว้นแม้กระทั่งหน่วยงานราชการ ถึงแม้หน่วยงานราชการบางแห่งไม่มีคู่แข่งหรือผูกขาด ก็ยังให้ความสนใจในการอบรมเรื่องการให้บริการแก่ประชาชน เช่น สำนักงานที่ดินจังหวัดหลายแห่งได้เชิญกระผมไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการให้บริการ
                ซึ่งจากการวิจัยและสอบถามข้อมูลของประชาชน ประชาชนส่วนใหญ่อยากได้รับการบริการจากหน่วยงานราชการ ดังนี้
1.               การพูดจา สุภาพ ไพเราะนิ่มนวล การพูดเป็นสิ่งที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว บุคคลที่ทำงานราชการ ไม่ทราบว่าปริมาณงานอาจมาก บางคนอาจจะมีความเครียดในการทำงานหรือเบื่อการทำงานเนื่องจากทำงานมานาน จึงได้พูดจา หรือขาดสติ โดยพูดจา ที่ขาดการสุภาพและไม่มีความไพเราะ ซึ่งแตกต่างกับบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ที่พนักงานต่างก็พูดจา สุภาพ ไพเราะกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานราชการบางแห่ง
2.               การไม่ดูถูก เหยียดหยาม รังเกียจ ต้องยอมรับว่างานราชการส่วนใหญ่ต้องรับใช้หรือให้บริการแก่พี่น้องประชาชน ซึ่งประชาชนโดยเฉพาะต่างจังหวัดหลายแห่ง ที่อยู่ตามชนบทและอายุมากมักขาดการศึกษา บางคนอ่านหนังสือไม่ออก พูดจาก็ไม่ชัดและมีฐานะยากจน เลยทำให้ บุคคลที่ทำงานในหน่วยงานราชการ บางคน ดูถูก เหยียดหยาม รังเกียจ  
3.               ต้องการได้รับข้อมูลและให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปสอบถามคำถามต่างๆกับหน่วยงานราชการ ส่วนใหญ่มักขาดข้อมูล ดังนั้น เมื่อประชาชนมีปัญหาจึงคาดหวังว่าจะได้ข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง
4.               แก้ไขปัญหา  ประชาชนที่ไปรับการบริการของหน่วยงาน ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหา จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ ข้าราชการช่วยแก้ปัญหาให้
5.               ถูกปฏิเสธ  หลายหน่วยงานเมื่อประชาชนไปขอความช่วยเหลือมักถูกปฏิเสธ เลยทำให้ประชาชนที่ถูกปฏิเสธมักไม่ชอบการบริการ ดังนั้น หากเป็นไปได้ ผู้ให้การบริการในหน่วยงานราชการไม่ควรรีบปฏิเสธโดยทันที แต่ควรมีทางเลือกให้ประชาชนได้นำไปปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหาให้เบาบางลง
สำหรับหัวใจในการบริการที่ดีแก่พี่น้องประชาชนในหน่วยงานราชการ ควรปฏิบัติดังนี้
1.               การอำนวยความสะดวก ควรให้บริการด้วยความสะดวก รวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก
2.               ต้องช่วยเหลือ เร่งรัด อธิบายให้ความกระจ่าง แก่ผู้ใช้บริการ
3.               กระตือรือร้น ไม่เฉื่อยชา ในการให้บริการ
4.               ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้การต้อนรับขับสู้ในการให้บริการ
5.               สำนึกว่า ลูกค้าหรือผู้รับบริการ คือผู้ที่มีบุญคุณหรือให้เราได้ทำงาน บางคนถึงกับพูดว่าลูกค้าคือพระเจ้า หรือ คำกล่าวว่า  “Customer is the King” หรือ แม้แต่ มหาตมะ คานธี กล่าวว่า  ไม่ควรคิดว่าลูกค้าจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยธุรกิจเรา  เราต่างหากที่ต้องพึ่งพาอาศัยลูกค้า
6.               สร้างบรรยากาศให้มีความอบอุ่น สะดวก สบายในการให้บริการ
§  ดังนั้นงานบริการจึงมีความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานราชการ อีกทั้งการบริหารงานสมัยใหม่ มักให้ความสำคัญกับแนวคิดของการบริการ เช่น จาก Marketing สู่ Service  , เน้นลูกค้าตลอดชีพ  ไม่ใช่เพียงแค่ใช้บริการครั้งแรก , เน้นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกับลูกค้า , การบริการจึงเป็นจุดขายของธุรกิจยุคใหม่
§  เพราะ ความหายนะมักเกิดขึ้นกับการบริการที่ไม่ดี กล่าวคือมีผู้ทำการสำรวจว่า ลูกค้าไม่พอใจในบริการ 1 คน  จะบอกต่อถึง 78  คน  แต่ถ้าบริการดี ลูกค้าพอใจจะบอกต่อ 1 คน ต่อ10 คน และจะกลับมาใช้ใหม่35%
§ 


พัฒนาตนเอง 5 ส. สู่ความสำเร็จ

พัฒนาตนเอง 5 ส. สู่ความสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนเป็นจำนวนมากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต คนเป็นจำนวนมากต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้น  คนเป็นจำนวนมากต้องการความก้าวหน้าในที่ทำงาน แต่คนส่วนใหญ่มักมองแต่สภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ต้องการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ , ต้องการเจ้านายใหม่ , ต้องการเปลี่ยนห้องทำงานใหม่ ฯลฯ แต่ความจริงแล้ว หากว่าเราต้องการประสบความสำเร็จ เราต้องเริ่มต้นจากภายในตัวเราก่อน
                เริ่มจากการพัฒนาตนเอง สมมุติว่านาย A  ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ แต่หากว่านาย A ต้องการเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยแบบนาย B  นาย A จึงต้องไปดูว่าคุณสมบัติของความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร เช่น ต้องมีวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโท , ต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดทั้งการพูด การสอนและการเขียน, ต้องมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพความเป็นอาจารย์ เป็นต้น
                จากตัวอย่างข้างต้น หากว่า นาย A ต้องการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นาย A จึงต้องเริ่มต้นพัฒนาตนเอง ด้วย การไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท , ต้องไปเรียนการพูด การเขียน การสื่อสาร เป็นต้น
                ดังนั้นการพัฒนาตนเองจึงเป็นส่วนสำคัญในชีวิตการทำงาน ซึ่งเราจำเป็นจะต้องพัฒนาตนเองหลายๆด้านด้วยกัน ในบทความนี้ขอพูดเรื่อง “ พัฒนาตนเอง 5 ส. สู่ความสำเร็จ ”
                ส.ที่ 1  สมอง คนที่ร่ำรวย คนที่มีหน้าที่การงานดี คนๆนั้นมักมีมันสมองที่ดี ฉลาด การพัฒนาสมองจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ เพราะการจะแก้ไขปัญหาต่างๆ เรามักสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยกันหลายทาง แต่คนที่มีมันสมองที่ฉลาด มักใช้ความคิด และการตัดสินใจที่ดีกว่าคนที่มีมันสมองที่ไม่ดี
                ส.ที่ 2 สัมพันธ์ การพัฒนาความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่า ในการทำงานทุกแห่งเรามักทำงานร่วมกันกับคนอื่น การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน ศึกษา
                ส.ที่ 3 สติ  การทำงานทุกประเภท บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีสติ ไม่เป็นคนที่ใจลอยหรือเป็นคนที่ขาดสติ  คนที่มีสติ มักทำงานได้รอบคอบกว่าคนที่ไม่มีสติ คนที่มีสติ มักทำงานได้ผิดพลาดน้อยกว่าคนที่ขาดสติ  
                ส.ที่ 4 สง่า  บุคลิกภาพ ความสง่า มีส่วนสำคัญที่สร้างความประทับใจเริ่มแรกในการพบปะกัน การแต่งกาย ทรงผม หน้าตา ตลอดจนการรักษารูปร่าง จึงเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
                ส.ที่ 5 สัจจะ บุคคลที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่เคารพ นับถือ มักเป็นคนที่ใช้คำพูด ใช้วาจา ที่ดี เป็นคนที่รักษาคำมั่นสัญญา  เป็นคนที่พูดจาอ่อนหวาน สุภาพ ดังนั้นบุคคลที่ต้องการประสบความสำหรับควรที่จะต้องมีการฝึกฝนและพัฒนา ปรับปรุง คำพูด
                ดังนั้นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และหากว่าเราลองสังเกตดูคนรอบข้างเราก็จะมีอยู่ 2 ประเภท กล่าวคือคนที่ประสบความล้มเหลว มักเป็นคนที่คิดลบอยู่เสมอ มักเป็นคนที่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น มักเป็นคนที่มีข้ออ้างตลอดเวลา ตรงกันข้ามกับคนอีกประเภทหนึ่ง ก็คือคนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่คิดบวก มักเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง มักเป็นคนที่พัฒนาตนเอง ตลอดเวลา
                แล้วคุณต้องการเป็นคนประเภทไหน เพราะถ้าหากว่าคุณต้องการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ขอให้คุณจงรีบพัฒนาตนเองตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                ถ้าหากว่าท่านคิดว่าตนเอง พัฒนาตนเองได้ ท่านก็จะพัฒนาตนเองได้ แต่ถ้าหากว่าท่านคิดว่าท่านไม่สามารถพัฒนาตนเองได้ ท่านก็มักจะเป็นไปตามความคิดของท่าน

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

พัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ PDCA”

พัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ PDCA
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
คนเราเกิดมาอาจไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของชาติกำเนิด แต่คนเราทุกๆคนสามารถเลือกที่จะพัฒนาตนเองได้
                คนเราจะมีความก้าวหน้าในชีวิต ก้าวหน้าในที่ทำงาน คนๆนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาตนเอง เพราะการพัฒนาตนเองจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างที่นิสัยที่ดีไปทดแทนนิสัยที่ไม่ดีของตนเอง เช่น การสร้างนิสัยที่มีความขยันขันแข็งไปทดแทนนิสัยที่ขี้เกียจ , การสร้างนิสัยความเป็นผู้ดีไปทดแทนนิสัยที่ต่ำทรามของตน , การสร้างนิสัยความเสมอต้นเสมอปลายไปทดแทนนิสัยที่จับจดโลเล เป็นต้น
                ในบทความฉบับนี้ กระผมขอพูดเรื่อง “ พัฒนาตนเองด้วยมิติ การจัดการ PDCA
                สำหรับหลักความคิด PDCA เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงครามในขณะนั้นเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งประเทศที่ให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่น คือประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งคนเข้าไปช่วยเหลือให้คำแนะนำปรึกษาซึ่งบุคคลดังกล่าวคือ DR.Deming ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องคุณภาพ  ซึ่ง Dr.Deming ได้คิดค้น วงจรการบริหารงานแบบ PDCA  ซึ่งเป็นการบริหารแบบเรียบง่ายโดยการควบคุมคุณภาพการผลิตสินค้าที่มีมากอย่างประสิทธิภาพ ซึ่งหลัก PDCA  มีดังนี้
                P (Planning) การวางแผน เป็นกิจกรรมลำดับแรก ที่ต้องกำหนดเพื่อไปสู่เป้าหมาย ตัวอย่างเช่น หากว่าเราต้องการพัฒนาตนเองในด้านความขยันขันแข็ง เราจำเป็นจะต้องวางแผนการใช้เวลาในชีวิตของเราเพื่อให้ทุกนาทีเกิดประโยชน์มากที่สุด เช่น วางแผนการทำงานในแต่ละวัน แบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อน ออกกำลังกาย เวลาสำหรับครอบครัว เป็นต้น
                การวางแผนจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ในการทำงานต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่การพัฒนาตนเอง ดังนั้นหากท่านต้องการพัฒนาตนเอง หากท่านต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง จงเริ่มสำรวจตัวเองว่า สิ่งไหนที่ท่านต้องการพัฒนาตนเองเป็นอันดับแรกๆ แล้วเริ่มวางแผนการเป็นรายวัน รายเดือน รายปี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเอง
                D (Do)  การลงมือทำ การปฏิบัติตามแผน  เมื่อมีการวางแผนงานแล้ว แต่ขาดซึ่งการลงมือทำ แผนที่วางเอาไว้ก็นิ่งสนิท ดังนั้น การลงมือทำจึงเป็นสิ่งที่ทำให้แผนการที่วางเอาไว้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา คนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาตนเอง จะไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปเปล่าๆ เขาจะไม่เป็นคนที่รอคอยโชคชะตา แต่เขาจะเป็นคนกำหนดโชคชะตาของตนเอง ด้วยการลงมือ “ ทำทันที หรือ ททท.” โดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เพราะคนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ไม่ใช่เป็นแต่คนที่มีความคิดดีๆ แต่ไม่ยอมลงมือกระทำ แต่เขาจะตัดสินใจทำทันที เพราะการลงมือกระทำ เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
                C  (Check) ตรวจสอบและประเมินตนเอง  เมื่อเราลงมือกระทำตามแผนการที่วางเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไป เราต้องมีการตรวจสอบและประเมินตนเอง ตามแผนที่วางไว้ ว่าสิ่งที่เราทำนั้น ได้กระทำตามแผนหรือไม่ หรือ มีสิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ
                A (Action) การปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา เมื่อมีการตรวจสอบและประเมินตนเองแล้ว เราควรหาวิธีการในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา สิ่งที่เราได้ทำเอาไว้ โดยการนำเอา C  (Check) มาตรวจสอบปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น
                ดังนั้น หากต้องการพัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ” PDCA  เราคงต้องมีการกระทำอย่างจริงจัง และควรทำในลักษณะเป็นวงจรกล่าวคือ PDCA แล้วไปยัง PDCA แล้วไปยัง PDCA อีกหลายรอบ ควรทำเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ควรทำแค่รอบเดียว และหลักการ PDCA  ยังนำไปใช้ได้ในเรื่องของ การบริหารต่างๆ อีกด้วย เช่น การบริหารงานผลิต , การบริหารงานเขียน , งานบริหารงานบุคคลและการบริหารและพัฒนาตนเองอีกด้วย
หากว่าคุณมีความปรารถนาจะสร้างความสำเร็จ  การพัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ PDCA ช่วยท่านได้