วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

โมติเวท : คิดแบบเศรษฐี


โมติเวท : คิดแบบเศรษฐี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                เศรษฐีกับคนธรรมดาโดยทั่วไปมักมีอะไรๆที่ไม่แตกต่างกัน เช่น ร่างกาย จิตใจ การแต่งตัว แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างเศรษฐีกับคนธรรมดาก็คือเรื่องของความคิด  เช่น
                1.เศรษฐีมักกุมชะตาชีวิตของตนเอง สร้างโอกาส มากกว่ารอคอยโชคชะตาหรือความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คนธรรมดาโดยทั่วไปมักปล่อยชีวิตให้ไปเป็นตามกรรมหรือโชคชะตา  เศรษฐีหรือมหาเศรษฐีมักเป็นนักสร้างโอกาสเพราะในโลกนี้เต็มไปด้วยโอกาส ความสำเร็จหรือโอกาสทุกอย่าง เป็นสิ่งที่เศรษฐีต้องเดินไปหามัน ไม่ใช่ให้ความสำเร็จหรือโอกาสมาหาเรา
                2.เศรษฐีมักปลดปล่อยศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ เขาจะเป็นคนที่ทุ่มเทเพื่อความสำเร็จ ส่วนคนธรรมดาโดยทั่วไปมักไม่ยอมเอาศักยภาพออกมาใช้อย่างเต็มกำลัง  ความสามารถ
                3.เศรษฐีมักเลือกคบคนที่ประสบความสำเร็จ มองโลกในแง่ดี ตรงกันข้ามกับคนธรรมดาโดยทั่วไปมักอยู่กับคนที่ชอบมองโลกในแง่ร้ายหรือเป็นคนล้มเหลว ดังนั้นการเลือกคบคนจึงมีความสำคัญ ดังคำกล่าวที่ว่า “ เราจะมีนิสัยและพฤติกรรมคล้ายคลึงกับคนที่เราคบจำนวน 5 คนที่เราสนิทด้วย”
                4.เศรษฐีมักสนใจในเรื่องของมูลค่าทรัพย์สิน เขาจะใช้เงินลงทุนซื้อทรัพย์สินต่างๆ  เช่น ที่ดิน หุ้น บ้านเพื่อให้เช่า พันธบัตร ทองคำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำรายได้ให้เศรษฐีมากมายมหาศาล แต่ตรงกันข้ามกับ คนธรรมดาโดยทั่วไปมักเลือกที่จะหารายได้จากการทำงาน แทนที่จะเลือกให้เงินทำงานแทน
                5.เศรษฐีมักชอบเรียนรู้ พัฒนาตนเอง ตลอดเวลา เขาจะเอาจริงเอาจัง เช่น เขาจะเป็นคนที่อ่านหนังสือมาก ฟังเทปมาก เข้ารับการอบรมเรื่องการเงินและการพัฒนาตนเองเป็นประจำ จึงทำให้เขาเจริญเติบโต ร่ำรวย มีเวลาว่างมากขึ้น แต่คนโดยทั่วไปมักคิดว่าตนเองรู้ดีแล้ว จึงไม่ยอมที่จะพัฒนาตนเอง
                6.เศรษฐีมักชอบเสี่ยง ชอบทำงานโดยมุ่งไปข้างหน้าแม้ทางข้างหน้าจะมีความเสี่ยงภัย เขากลัวก็จริงแต่เขาไม่หยุดยั้ง ตรงกันข้ามกับคนธรรมดามักปล่อยให้ความกลัวมาครอบงำเขาจึงไม่กล้าเดินหน้าต่อไป
                7.เศรษฐีมักชอบนำเสนอตนเอง โฆษณาตนเอง เพราะเขามีความคิดที่บวก แต่คนธรรมดามักมองในแง่ลบต่อคนที่นำเสนอตนเอง โฆษณาตนเอง ดังนั้น เขาจึงไม่ค่อยจะกล้านำเสนอตนเองหรือโฆษณาตนเอง
                8.เศรษฐีมักมองปัญหาต่างๆเป็นเรื่องเล็กน้อย สามารถแก้ไขได้ และเขาจะจดจ่อต่อเป้าหมายมากกว่าคิดถึงแต่เรื่องของปัญหาอุปสรรค แต่ตรงกันข้ามคนธรรมดามักมองปัญหาเพียงเล็กน้อยแล้วคิดว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ ไม่สามารถแก้ไขได้ และมักจะจดจ่ออยู่กับตัวของปัญหาอุปสรรคมากกว่าเป้าหมายที่ตนเองต้องการหรือคนธรรมดาส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต
                9.เศรษฐีมักมีความคิดใหญ่ คิดบวก มองโลกในแง่ดี คนธรรมดาทั่วไปมักคิดเล็ก ไม่ค่อยมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ มองโลกในแง่ร้าย คิดลบ
                ดังนั้น เศรษฐีกับคนธรรมดามีข้อแตกต่างกันดังข้อความข้างต้น เราทุกคนสามารถเป็นเศรษฐีหรือประสบความสำเร็จได้ หากว่าเรามีความต้องการมันอย่างจริงจัง อีกทั้งต้องหมกมุ่นถึงมันบ่อยๆ  มีการวางเป้าหมายที่ชัดเจนถึงสิ่งที่เราต้องการ แล้วท่านก็จะเป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นเศรษฐีและประสบความสำเร็จในชีวิตดังสิ่งที่ท่านหวัง

               

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คำคม วาทะเกี่ยวกับการบริหารเวลา


คำคม วาทะเกี่ยวกับการบริหารเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คำคม วาทะของบรรดาคนดัง นักปราชญ์ ผู้ประสบความสำเร็จมีความสำคัญมาก เพราะคำบางคำ ประโยคบางประโยค มีพลังและมีอิทธิพลมาก เพราะบางประโยคถึงกับเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนการกระทำของคนไปเลยก็มี
                คำคม วาทะ มักเป็นคำสั้นๆ ประโยคสั้นๆ แต่กินใจความไปได้มาก อีกทั้งเมื่อได้อ่านหรือได้ฟังแล้วนำไปคิดก็จะเกิดความรู้ สติปัญญาอีกมากมาย คำคม วาทะที่เกี่ยวกับการบริหารเวลามีดังนี้
                   ในทุกๆวันคุณจะต้องคิดไว้ว่า          มีอะไรที่คุณสามารถทำได้
                   มีอะไรที่คุณควรทำ                     และมีอะไรที่คุณจะต้องทำ ”  นิรนาม
                   วันเวลาที่ผ่านพ้นไป   อย่าได้หมายพบพานมันอีกเลย”   เบนจามิน  แฟลงคลิน
                  เวลาเปรียบดังน้ำไหล    เมื่อผ่านไปแล้วไม่มีทางหวนคืน ”   ปรัชญาจีน
                “ เวลาเป็นสิ่งที่มีราคาถูกที่สุดในชีวิต แต่ทว่ามันหาซื้อไม่ได้” นิรนาม
                “ ไม่มีใครแก่เกินเรียน” ปรัชญาอังกฤษ
                “ จงรีบทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ ”  (พุทธพจน์)
                “ อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไปด้วยเสียเปล่า” พุทธพจน์
                “ เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า จะน้อยหรือมาก ก็ให้ได้อะไรบ้าง” (พระเถระ)
                “ ที่ควรช้าก็ช้า ที่ควรเร่งก็เร่ง ผลที่หมายจึงจะสำเร็จบริบูรณ์” โพธิสัตว์
                “ การงานที่ทำโดยผลีผลาม ทำให้คนโง่ต้องเดือนร้อนในภายหลัง” โพธิสัตว์
                “ ทำเรื่อยไป ไม่ท้อถอย ผลประสงค์จะสำเร็จสมหมาย” โพธิสัตว์


วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคในการประหยัดเวลา

การบริหารเวลา : เทคนิคในการประหยัดเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                เนื่องจากเวลาของคนเรามีจำนวนจำกัด เวลาผ่านไปแล้วผ่านไปเลย ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
การรู้จักประหยัดเวลาจึงมีความจำเป็นสำหรับบุคคลที่รักความก้าวหน้า รักการพัฒนาตนเอง และต้องการประสบความสำเร็จจะต้องทำการเรียนรู้ ทำการศึกษาอีกทั้งต้องฝึกฝนตนเอง เทคนิคในการประหยัดเวลามีดังนี้
                1.เราสามารถทำงาน 2 อย่างในเวลาเดียวกันได้ โดยปกติคนเราจะทำงานหรือทำกิจกรรมทีละอย่าง แต่สำหรับบุคคลที่เห็นคุณค่าของการใช้เวลา เขาพร้อมที่จะทำงานหรือทำกิจกรรม 2 อย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ในช่วงอาบน้ำหรือเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว เขาจะเปิดเพลงภาษาอังกฤษหรือข่าวภาษาอังกฤษฟังไปด้วยเพื่อเรียนภาษาอังกฤษในขณะที่กำลังอาบน้ำหรือกำลังเดินทาง , ในขณะที่รอขึ้นเครื่องบินเราสามารถทำงานโดยการอ่านหนังสือหรือส่งอีเมล์หรือติดต่องานต่างๆได้ เป็นต้น
                2.เราสามารถจัดระบบการทำงานได้ โดยมี โต๊ะทำงาน , ตู้เอกสาร , ถาดใส่เอกสาร , ไดอารี่ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ดีที่ช่วยให้เราทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งหลายๆครั้งเรามักเสียเวลา หากระดาษแค่แผ่นเดียว บางคนเสียเวลาไปทั้งวัน แต่หากว่าเรามีการจัดระบบการเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ เราก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความรวดเร็วขึ้น
                3.เราต้องกล้าที่จะปฏิเสธ หลายๆครั้ง เราต้องเสียเวลาไปกับงานหรือกิจกรรมของคนอื่นๆ ที่ต้องการให้เราช่วย หรือในขณะที่เราทำงาน หลายๆคนมักจะชวนเราพูดคุย เราจึงต้องหัดกล้าที่จะปฏิเสธการพูดคุยในครั้งนั้น เพื่อที่จะได้มีเวลาทำงานที่สำคัญๆของเราต่อไป
                4.เราต้องหัดเป็นคนที่มีการวางแผนการทำงาน อีกทั้งต้องมีวินัยในการควบคุมตนเองในการที่จะทำงานให้ตรงไปตามแผนงานที่เราวางเอาไว้ ซึ่งการวางแผนงานที่ดี เราควรทำเป็นแผนงานระยะยาว ระยะกลางและระยะสั้น ซึ่งแต่ละระยะต้องมีความสอดคล้องกันหรือไปในแนวทางเดียวกัน
                5.เราต้องรู้จักแยกแยะงานที่สำคัญและไม่สำคัญ งานที่เร่งด่วนหรือไม่เร่งด่วน ซึ่งหากเราไม่สามารถแยกแยะได้ เราอาจจะต้องเสียเวลาไปกับงานที่ไม่มีความสำคัญ จึงทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในการทำสิ่งต่างๆ เพราะทั้งนี้ถ้าหากเป็นงานที่ไม่สำคัญ เราสามารถประหยัดเวลาได้โดยการให้คนอื่นๆ ทำแทนเราได้ เช่น การเสียค่าโทรศัพท์ การฝากเงินธนาคาร การเสียค่าไฟฟ้า การทำงานบ้าน ฯลฯ งานเหล่านี้เราอาจหาลูกน้องหรือลูกจ้างทำแทนเราได้
                6.เราต้องรู้จักค้นหาวิธีการทำงานให้ดีขึ้น เร็วขึ้นกว่าเดิม เช่น การเดินทางไกล เราอาจจะต้องค้นหาวิธีการให้เดินทางได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม เราอาจหาเส้นทางใหม่ๆ หรือ เดินทางโดยรถไฟฟ้าหรือโดยเครื่องบินแทนที่การเดินทางโดยทางรถ
                7.เราต้องรู้จักทำงานให้รอบคอบไม่ควรทำงานผิดพลาดบ่อยๆ เพราะหลายๆคน สักแต่ทำงานและคิดว่าทำงานไปก่อน หากผิดพลาดแล้วค่อยมาแก้ไขภายหลัง หากเรามีแนวคิดอย่างนี้ เราจะต้องคอยกลับมาแก้ไขงานที่ผิดพลาดใหม่ในภายหน้า ทำให้เราเสียเวลาในการทำการแก้ไข ถ้าเป็นไปได้ เราหัดทำงานให้มีความถูกต้อง แม่นยำ หากทำได้เช่นนี้ เราจะได้ไม่ต้องกลับมาแก้ไขงานที่ผิดพลาดในภายหลัง ทำให้เราประหยัดเวลาไปได้มาก
                8.เราควรหาสมุดจดบันทึก เพื่อเตือนความจำ บางคนสัญญาอะไรกับใครไว้แล้ว ลืม หากมีสมุดจดบันทึกไว้ ก็จะทำให้เราป้องกันการลืมได้  การจดบันทึกเราควรจดทุกอย่างที่เราต้องการทำในแต่ละวันหากว่าเราทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราควรทำการขีดฆ่า ก็จะทำให้เราเกิดความสนุกไปกับมันด้วย
                สรุป เทคนิคในการประหยัดเวลา เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ซึ่งแต่ละบุคคลควรต้องเรียนรู้และประยุกต์ใช้  เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี เราควรต้องฝึกฝนตนเอง เพราะหากว่าเราได้เรียนรู้แล้ว เราไม่ได้นำไปปฏิบัติ ผลก็คือว่า เราได้รู้ แต่ตรงกันข้าม หากว่า เราได้เรียนรู้แล้ว เรานำไปปฏิบัติ ผลลัพธ์ก็จะเกิดกับตัวของเราเอง
จงนำเทคนิคดังกล่าวไปปฏิบัติ แล้วท่านจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวของท่าน

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สาเหตุที่ทำให้เราบริหารเวลาไม่ดี


สาเหตุที่ทำให้เราบริหารเวลาไม่ดี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                หลายท่านได้เรียนรู้ ได้อ่าน ได้ศึกษา เกี่ยวกับเรื่องการบริหารเวลามามาก แต่ก็ไม่สามารถบริหารเวลาได้ดี ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ซึ่งสาเหตุสำคัญในการทำให้เราบริหารเวลาได้ไม่ดีมีอยู่ 2 สาเหตุ คือ
                1.ตัวเราเอง ตัวเราเองมีความสำคัญที่สุดในเรื่องของการบริหารเวลา หลายคนบริหารเวลาไม่ดี เนื่องมาจาก
                -   การไม่มีเป้าหมาย ไม่มีทิศทางในการดำเนินชีวิต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก การไม่มีทิศทางเปรียบเสมือนเรือที่ลอยอยู่กลางทะเล แต่หากเรามีเป้าหมาย มีทิศทาง เปรียบเสมือนเรือที่เคลื่อนตัวเข้าไปหาฝั่ง อีกทั้งการมีเป้าหมายยังสามารถทำให้เรากำหนดระยะเวลา กำหนดความเร็วในช่วงเวลาต่างๆได้อีกด้วย
                -   การไม่มีแผนการหรือการวางแผน การวางแผนมีความสำคัญมากต่อการบริหารเวลาของคนเรา เพราะหากปราศจากการวางแผนแล้ว เราก็จะไม่รู้ว่า วันพรุ่งนี้เราต้องทำอะไร วันมะรือนี้เราต้องทำอะไร วันมะเรื่องนี้เราต้องทำอะไร อาทิตย์หน้าเราต้องทำอะไร เดือนหน้าเราต้องทำอะไร ปีหน้าเราต้องทำอะไร
-  การไม่มีวินัยในตนเองหรือชอบผัดวันประกันพรุ่ง กล่าวคือมีการวางแผนแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เลยทำให้ผลงานออกมาไม่ตรงกับเป้าหมายหรือแผนที่วางไว้ เพราะบางคนทำๆ หยุดๆ ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง และมีหลายๆท่านชอบเก็บงานที่ค้างไว้ทำในวันต่อๆไป ทำให้กลายเป็น “ ดินพอกหางหมู”
-  ไม่ใช่เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เทคโนโลยีทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน อีกทั้งยังทำให้ประหยัดเวลาได้อีกด้วย เช่น การใช้โทรศัพท์ติดต่อธุรกิจ,การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน, การใช้อินเตอร์เน็ตติดต่อสื่อสารและค้นหาข้อมูลต่างๆ อีกทั้งการประชุมในยุคปัจจุบันเรายังประชุมข้ามประเทศ ข้ามจังหวัด ได้ก็ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อีกด้วย
-  ไม่รู้จักจัดความสำคัญ  บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาไปกับเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน เพราะไม่มีใครสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ฉะนั้น งานบางงานที่ไม่มีความสำคัญเราอาจให้คนอื่นทำแทนหรือใช้ผู้อื่นไปทำแทนได้
-    ไม่กล้าปฏิเสธ หลายๆคนไม่กล้าปฏิเสธ แทนที่จะได้ทำงานของตนเองให้เสร็จทันเวลาหรือตามแผนที่วางไว้ กับถูกผู้อื่นขอร้องให้ทำงานของคนอื่น แทนที่จะใจแข็งรู้จักปฏิเสธกับให้การช่วยเหลือ ทำให้งานของตนเองที่จะทำกลับไม่ได้ทำ
-   วางระบบ จัดโต๊ะ ในการทำงาน การวางระบบ การจัดโต๊ะทำงานจะทำให้เราประหยัดเวลาในการค้นหาสิ่งของต่างๆ ยิ่งหากท่านเป็นนักเขียน ท่านควรมีห้องสมุดส่วนตัว อีกทั้งควรจัดหนังสือให้เป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการค้นหา
                2.ผู้อื่น เป็นปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราบริหารเวลาได้ไม่ดี เช่น เจ้านายเรียกประชุมแบบกะทันหัน , เพื่อนหรือคนรู้จัก ชวนพูดคุยเป็นเวลานาน , การประชุมนานเกินกว่ากำหนดการที่วางเอาไว้เพราะมีคนเสนอความคิดเห็นมากจนเกินไป ,  การถูกขอร้องจากผู้อื่นเพื่อขอความช่วยเหลือ  เป็นต้น
                อีกทั้งยังมีปัจจัยเสริมที่ทำให้เราบริหารเวลาไม่ได้ดี เช่น การเดินทางไปทำงานแล้ว รถติด รถเกิดเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ , สภาพอากาศหรือสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง ฝนตกหนัก น้ำท่วม  ถนนทรุด ฯลฯ
                 จากข้อความข้างต้น สาเหตุที่ทำให้เราบริหารเวลาไม่ดี ผมให้น้ำหนักไปที่ตัวของเราเองเป็นหลัก เพราะหากเรามีเป้าหมายชีวิต มีการวางแผน มีวินัย มีการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆช่วย  รู้จักลำดับความสำคัญ รู้จักวางระบบการทำงาน และอีกทั้งรู้จักกล้าปฏิเสธในกิจกรรมที่ทำให้เราเสียเวลา เราก็จะสามารถบริหารเวลาได้ดียิ่งขึ้น สำหรับปัจจัยอื่นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ก้าวไปให้ถึงจุดสุดยอดของชีวิต


ก้าวไปให้ถึงจุดสุดยอดของชีวิต
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                วิลเลี่ยม เจมส์ นักจิตวิทยาชื่อดังของสหรัฐ กล่าวว่า “ คนโดยทั่วไปใช้ศักยภาพอันโดดเด่นของตนเองเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”
                นั่นหมายความว่า คนเราส่วนใหญ่ใช้ความสามารถ ใช้ขุมทรัพย์ที่มีอยู่ในร่างกายและจิตใจของเรา เพียงน้อยนิด แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะเรียกใช้ ศักยภาพในตัวของเราให้มากยิ่งขึ้น คำตอบก็คือ ท่านสามารถเรียกใช้ศักยภาพของตนเองให้มากขึ้นด้วยเทคนิคดังนี้
                1.คุณจะต้องรู้จักตั้งเป้าหมายชีวิต เป้าหมายชีวิตมีความสำคัญมาก คนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตเปรียบเสมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ เรือลำนั้นก็มักจะลอยอยู่กลางทะเล  มักไปไม่ถึงฝั่ง  การตั้งเป้าหมายชีวิตจะทำให้เรานำศักยภาพมาใช้ได้มากยิ่งขึ้น เช่น ผู้นำในประวัติศาสตร์โลกในหลายประเทศ บางท่านตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานาธิบดี จึงทำให้เขาเหล่านั้นพัฒนาตนเองในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพูด การเขียน การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาความคิดการศึกษาหาความรู้จากการฟัง การอ่านหนังสือต่างๆ เป็นต้น
                2.คุณจะต้องปลุกตัวเองให้มีความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายให้เคลื่อนไหวร่างกายให้เร็วขึ้น ฝึกพัฒนาความคิด ฝึกการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนมีชีวิตชีวา ฝึกยิ้มเยอะๆ ยิ้มเก่งๆ ฝึกทำงานด้วยความกระฉับเฉง
                3.คุณจะต้องกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดหรือกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจัง หากว่าคุณมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจะลดน้ำหนัก คุณจะสามารถลดน้ำหนักได้ การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังหมายถึง การตัดสิ่งที่คุณสนใจอย่างอื่นๆทิ้งให้หมด ให้เหลืออยู่เฉพาะสิ่งที่คุณสนใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจังเท่านั้น
                4.คุณจะต้องมีการวางแผนที่ดี แฟรงค์ เบทเจอร์  นักขายประกันชีวิตแนวหน้าของอเมริกา เขาได้เตรียมแผนการหรือวางแผนการทำงานตอนกลางคืนว่าจะทำอะไร จะติดต่อใคร แล้วก็ออกไปทำงานตามแผนการที่วางเอาไว้ในตอนเช้า
                5.คุณจะต้องหาบุคคลที่เป็นต้นแบบ หากว่าคุณต้องการประสบความสำเร็จด้านใด คุณควรหาต้นแบบและทำการศึกษาประวัติ เทคนิค วิธีการต่างๆ ที่เขาใช้ แล้วคุณลองทำตาม คุณก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
                6.คุณจะต้องฝันหรือจินตนาการ สิ่งที่คุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จในทุกๆวัน การจินตนาการจะดึงดูดสิ่งที่คุณปรารถนาเข้ามาในชีวิต เคยมีการทดลองในสหรัฐอเมริกา โดยเอานักบาสเกตบอลมา 3 คน คนแรกให้ซ้อมตามปกติ คนที่สองไม่ให้ซ้อมและคนที่สาม ให้ฝึกซ้อมในจินตนาการ โดยมีการกำหนดเวลาทดลอง 2 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า คนที่หนึ่งกับคนที่สาม ทำคะแนนได้ใกล้เคียงกัน ส่วนคนที่สอง  คะแนนแย่ลงกว่าเดิมมาก
                7.คุณจะต้องฝึกพูด ฝึกให้กำลังใจตนเอง ในแง่บวกอยู่เสมอ การฝึกพูดในแง่บวกกับตนเองจะเป็นการโปรแกรมสิ่งต่างๆ ที่เราพูดลงไปในสมอง เช่น ฉันทำได้ , ฉันมีพลัง , ฉันเก่ง , ฉันสุดยอด , ฉันยอดเยี่ยม ฯลฯ เมื่อท่านฝึกพูดกับตัวเองบ่อยๆ ด้วยเสียงที่ดังๆกับตัวเอง จะทำให้ท่านเกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น
                ปัจจัยข้างต้นเหล่านี้ เป็นปัจจัยบางส่วนที่ทำให้ท่านดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้และเกิดการพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ อย่ามัวแต่อ่าน แต่ขอให้จงลงมือทำอย่างจริงจัง เมื่อเวลาผ่านไป ท่านก็จะพบว่าตนเอง ก้าวมาได้ไกลมากแล้ว จงฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน อย่างต่อเนื่องแล้วท่านจะยืนอยู่บนจุดสุดยอดของชีวิตของท่าน