วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

IQ EQ AQ MQและSQ


IQ EQ AQ MQและSQ สำหรับนักบริหาร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                IQ EQ AQ MQและSQ  ตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษเหล่านี้ มักมีผู้สนใจ อีกทั้งต้องการที่จะทราบความหมายว่าหมายความว่าอย่างไร และสำหรับผู้ที่เป็นนักบริหาร ตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ควรจะศึกษาและทำความเข้าใจ
                IQ ย่อมาจาก Intelligenec Quotient หมายถึง ความฉลาดความสามารถทางเชาว์ปัญญา  ซึ่งถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยที่คอยส่งเสริม เชาว์ปัญญาเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่สามารถแสดงออกโดยผ่านพฤติกรรมต่างๆของบุคคล
                สำหรับการวัดไอคิว เราสามารถวัดได้จากแบบทดสอบหรือเครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นโดยมีการแบ่งออกเป็นทักษะต่างๆคือ
                ทักษะด้านคณิตศาสตร์ , ทักษะด้านการคิด , ทักษะด้านความจำ , ทักษะด้านการใช้ภาษา , ทักษะด้านความเร็วในการคำนวณต่าง เป็นต้น
                ปัจจัยต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อสมองหรือการพัฒนาไอคิว เช่น  การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง , ความเครียด ความกดดัน ขาดการออกกำลังกาย ขาดการพักผ่อน , ขาดการฝึกฝนการใช้ความคิด , การมองตนเองในด้านลบ , การใช้สารยาเสพติดต่างๆ  , การเลี้ยงดู การอบรม ภายในครอบครัว เป็นต้น
                นักบริหารที่มีไอคิวที่สูง มักได้เปรียบนักบริหารที่มีไอคิวที่ต่ำ เพราะนักบริหารที่มีไอคิวที่สูง มักคิดได้ไวกว่า , ตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆได้ดีกว่า , เรียนรู้งานหรือสิ่งต่างๆได้เร็วกว่า เป็นต้น
                EQ  ย่อมาจาก  Emotional Quotient  หมายถึง เชาว์อารมณ์ หรือความฉลาดทางอารมณ์ คือ การรู้จัก เรียนรู้ ความรู้สึก อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น อีกทั้งสามารถบริหารจัดการกับอารมณ์ต่างๆได้  มีงานวิจัยออกมาหลายชิ้นพบว่า บางคนมี IQ ที่สูง มีความฉลาดทางสติปัญญา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็เนื่องมาจากการขาด EQ   เช่น นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายๆคน มีความฉลาดทางปัญญาระดับอัจฉริยะ แต่ครอบครัวแตกแยก ภรรยาขอเลิก หรือ ทำงานร่วมกันคนอื่นๆไม่ได้ เป็นต้น
                ดังนั้นการเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จควรมีทักษะด้าน EQ ให้มาก เนื่องจากการทำงานภายในองค์กรมักจะต้องทำงานร่วมกันกับคน นักบริหารที่สามารถปรับอารมณ์ของตนเองและเรียนรู้อารมณ์ของผู้อื่นมักจะประสบความสำเร็จในการทำงานต่างๆได้เป็นอย่างดี
                AQ ย่อมาจาก Adversity Quotient  หมายถึง ความสามารถในการฝันฝ่าอุปสรรคปัญหาต่างๆ ทั้งต้องมีความอดทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ร่างกาย จิตใจ เพื่อที่จะบรรลุถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้  ตัวอย่างเช่นนักไต่เขา 3 คน
                คนที่ 1 เมื่อเห็นภูเขาสูงๆ แล้ว ปฏิเสธไม่อยากที่จะปีนเพราะกลัวเหนื่อย ทั้งๆที่ตนเองก็สามารถปีนขึ้นได้  เราเรียกนักไต่เขาคนนี้ว่า “ Quitters”  หรือ ผู้ที่ไม่ยอมเดินทางหรือหยุดเดินทางเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค  มีลักษณะของการหลบเลี่ยง
                คนที่ 2 เมื่อปีนเขาไปได้สักครึ่งทาง บ่นว่าเหนื่อยแล้วหยุดพัก ตั้งเต้นท์แล้วไม่ยอมปีนต่อ สำหรับลักษณะของคนที่ 2 เมื่ออยู่ภายในองค์กรมักไม่ชอบทำตนให้เด่นเกินหน้าใคร เราเรียกนักไต่เขาคนนี้ว่า “ Campers” หรือ ผู้หยุดพักพิงเมื่อได้ที่เหมาะ
                คนที่ 3 จะพยายามปีนให้ไปถึงจุดสูงสุดบนยอดเขา เป็นนักปีนเขาที่อุทิศตนไม่หยุดยั้ง ชอบความท้าทาย มีแรงจูงใจ มีวินัย เมื่อปีนถึงจุดสูงสุดบนยอดเขา มักจะพูดกับตัวเองและผู้คนรอบข้างว่า “ มีเขาลูกไหนที่สูงกว่านี้ให้ปีนอีกไหม” เราเรียกนักไต่เขาคนนี้ว่า “ Climbers” หรือ ผู้ที่รุกไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
                เมื่อท่านเป็นนักบริหาร ท่านลองสำรวจตัวท่านเองหรือลูกน้องของท่าน ว่าตัวท่านเองหรือลูกน้องมีลักษณะเหมือนนักปีนเขาคนใด เพราะถ้าหากท่านเหมือนกับนักปีนเขาคนที่ 1 และคนที่ 2 ท่านมีโอกาสเป็นผู้แพ้มากกว่าผู้ที่ชนะ แต่ถ้าหากท่านหรือลูกน้องของท่านมีลักษณะเหมือนนักปีนเขาคนที่ 3 ท่านและลูกน้องคนนั้นๆ มีโอกาสในการเป็นผู้ชนะ มากกว่าผู้พ่ายแพ้
                MQ ย่อมาจากคำว่า “Moral Oral Quotient” หมายถึง ความฉลาดทางจริยธรรม ศีลธรรม หากว่าผู้ใดที่มี MQ สูง คนๆนั้นก็จะมีลักษณะที่รู้จักให้อภัย ลดความเห็นแก่ตัว มีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งสังคมไทยเรามีปัญหามาก ในเรื่องของ MQ จึงเกิดการทุจริต คอรัปชั่น ในองค์กร หน่วยงานต่างๆ มากมายขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวงการการเมือง วงการข้าราชการระดับสูง วงการธุรกิจต่างๆ เป็นต้น
                การจะปลูกฝังเรื่องของ MQ เป็นเรื่องยากเพราะต้องปลุกฝังตั้งแต่เด็ก โดยการสอน การอบรม อีกทั้งผู้ใหญ่ควรประพฤติปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย
                MQ สำหรับนักบริหาร ถ้าหากว่านักบริหารท่านใดมี MQ สูง มักจะได้รับการยกย่อง ความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ มากกว่านักบริหารที่มี  MQ ต่ำ
                SQ ย่อมาจากคำว่า Social Quotient  หมายถึง ความฉลาดทางสังคม  เป็นความสามารถในการปรับตัวในการเข้าสังคมได้ดี  เป็นบุคคลที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี  มีทักษะในการพูดจา ยิ้มแย้มแจ่มใส มีบุคลิกภาพที่ดี
ดังนั้นการเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จควรมีทักษะด้าน SQ  เนื่องจากการทำงานบริหารเรามีความจำเป็นจะต้องมีการบริหารคน ใช้คนทำงานแทนเรา อีกทั้งต้องมีการพบปะผู้คนที่มากมายเพื่อการสร้างโอกาสในด้านธุรกิจอีกด้วย ดังคำกล่าวของสุภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า “ นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงได้ยาก ”
โดยสรุป IQ EQ AQ MQ และ SQ  กระผมเชื่อว่าพวกเราทุกๆคนมี แต่มีความแตกต่างกันหรือมีไม่เท่ากัน ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวของกระผม นักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ควรจะต้องมี IQ EQ AQ MQ และ SQ  ที่มีสัดส่วนที่มีความสมดุลกัน ไม่มีตัวไหนที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป  การเดินทางสายกลางจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมดังคำสอนของพระพุทธเจ้าในทางพุทธศาสนา คือ ไม่ตึงจนเกินไป หรือ ไม่หย่อนจนเกินไป
               


วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เทคนิคการพูดและการเป็นพิธีกร




ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ บรรยายหัวข้อ " เทคนิคการพูดและการเป็นพิธีกรเพื่อการประชาสัมพันธ์

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จงสร้างผลลัพธ์ในตัวคุณให้สูงสุด


จงสร้างผลลัพธ์ในตัวคุณให้สูงสุด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                เคยมีคนตั้งคำถามกับผมว่า ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จ เขาถึงประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป อะไรที่ทำให้เกิดความแตกต่างกัน เวลาหรือ? เปล่าเลยครับ เวลาของเขากับพวกเราก็คงไม่ได้แตกต่างกันคือมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
                แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างกันก็คือวิธีคิดนั้นเอง คนที่ประสบความสำเร็จมักมีความคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไป เขาเรียนรู้และพัฒนามันตลอดเวลา เขาจะหาเทคนิค แล้วมีการวางแผน อีกทั้งมีวินัยในการปฏิบัติตามแผนอย่างจริงจัง ซึ่งในบทความนี้ เราสามารถเรียนรู้เทคนิคต่างๆได้ดังนี้
                1.เขาจะลงมือทำกิจกรรมที่มีค่าสูงสุด(20%) แต่ให้ผลลัพธ์(80%) อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง หลักของพาเรโต คิดโดย วิลเฟรโด พาเรโต ซึ่งเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียน เขากล่าวว่าสิ่งที่สำคัญมีเพียงแค่ 20 % สำหรับสิ่งที่ไม่สำคัญจะมี 80% ของทั้งหมด เช่น ยอดขายของสินค้าทั้งหมดมักเกิดจากลูกค้ารายใหญ่ไม่เกิน 20 % แต่สั่งซื้อสินค้ามากกว่า 80 % แต่ในทางกลับกันลูกค้ารายเล็กๆ รวมกัน 80% แต่มียอดสั่งซื้อแค่ 20%  ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะค้นหา เขาจะวิเคราะห์ว่า กิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน เดือน ปี จะมีกิจกรรมไม่เกิน 20% แต่จะให้ผลลัพธ์ 80%  เขาจะเขียนมันขึ้นมาแล้ว ลงมือทำกิจกรรมที่มีค่าสูงสุดโดยการทำอย่างต่อเนื่อง เช่น เรื่องงาน เรื่องการตรวจสุขภาพ การออกกำลังกาย การฝึกอบรม การอ่านหนังสือ การเขียนหนังสือ เรื่องการวางแผนทางการเงิน เป็นต้น
                2.เขาจะเรียนรู้พลังของการบริหารเวลา เขาจะมีการลำดับความสำคัญของงานต่างๆ มีการวางแผนทุกๆวัน ทุกๆสัปดาห์ ทุกๆเดือน โดยมีการแยกแยะงานออกเป็น งานสำคัญ งานไม่สำคัญ งานเร่งด่วน งานไม่เร่งด่วน แล้วมีวินัยในการปฏิบัติงานตามแผนการที่ได้วางไว้
                3.เขาจะมีเป้าหมายในการทำงาน มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป้าหมายในเรื่องสุขภาพ เป้าหมายทางด้านการเงิน เป้าหมายทางด้านครอบครัว การตั้งเป้าหมายจึงทำให้เขามีทิศทางในการดำเนินชีวิต ดังนั้นหากท่านยังไม่มีเป้าหมาย ท่านควรตั้งเป้าหมายแล้วจงเดินทางไปสู่เป้าหมายของท่านแล้วที่จะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
                4.เขาจะมีพลังแห่งความรัก เขาจะรักในสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าเรื่องของการทำงาน เขาจะเลือกงานที่เขาชอบ ไม่ใช่เลือกทำงานหรือประกอบอาชีพเพราะเงิน เพราะเป็นไปตามกระแส เมื่อเขารักงานที่เขาทำ เขาจึงทำงานได้เป็นเวลานาน มีความสนุกสนานกับการทำงาน ไม่เกิดความเบื่อหน่าย แต่จะเกิดความกระตือรือร้นตลอดเวลาในการทำงาน ดังนั้น ท่านจงหางานที่ท่านรักทำแล้วท่านจะมีความสุขในการทำงาน
                5.เขาจะมีความสามารถในการทำงานเป็นทีม หากว่าท่านทำงานคนเดียว ความสำเร็จที่ท่านได้รับก็จะมีเพียงเล็กน้อย แต่หากว่าท่านมีทีมงาน ความสำเร็จที่ท่านจะได้รับย่อมจะใหญ่โตกว่า เช่น การทำธุรกิจเครือข่าย ท่านจะเห็นได้ชัดว่า ทุกคนในทีมงานมักจะช่วยเหลือกัน เป็นต้น
                6.เขาจะเน้นจุดแข็ง ไม่ใช่เน้นจุดอ่อน เขาจะทำอะไรที่ตนเองมีความถนัด ส่วนที่เขาไม่ถนัด เขาก็จะไม่ทำ ไม่ลงทุน เพราะการทำงานที่ตนเองมีความถนัด จะทำให้งานเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มากขึ้น
                ดังนั้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ในตัวของท่านให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด ข้อความข้างต้นถ้าหากท่านนำไปใช้ ท่านก็จะเป็นอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

U R A BRAND !(คุณ คือ แบรนด์)


U R A BRAND !(คุณ คือ แบรนด์)
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ เอกลักษณ์ ตัวตนของคุณให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักได้โดยการสร้าง Brand ส่วนตัวของคุณเอง
                พวกเราคงเคยเห็นสินค้าในท้องตลาดหลากหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมักมี ตรายี่ห้อ หรือ Brand โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาแพง มักให้ความสำคัญในการสร้าง ตรายี่ห้อ หรือ Brand โดยการโหมโรงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์  วารสาร นิตยสาร วิทยุ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
                แต่จริงๆแล้ว การสร้างตรายี่ห้อหรือBrand ไม่ได้เกิดเฉพาะตัวของสินค้าที่ไม่มีชีวิตเท่านั้น คน สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็สามารถสร้าง ตรายี่ห้อ หรือ Brand ส่วนตัวได้เช่นกัน การสร้าง ตรายี่ห้อหรือ Brand ส่วนตัว  หากว่าจะทำให้ได้ผลและเกิดความรวดเร็ว เราจะต้องนำเอาเรื่องของการตลาดมาประยุกต์ใช้ ในบทความฉบับนี้ เราจะพูดถึงเรื่องนี้กัน
                ก่อนอื่นเรามาทราบความแตกต่างระหว่าง สินค้าที่มีการสร้าง Brand กับ สินค้าที่ไม่มีการสร้าง Brand กันก่อน สินค้าที่มีการสร้าง Brand มักจะเป็นที่จดจำมากกว่า ถูกลูกค้าถามซื้อมากกว่า มีราคาสูงกว่า เป็นที่ประทับใจ เป็นที่จดจำได้มากกว่า มีภาพลักษณ์ เอกลักษณ์ที่ดีกว่า สินค้าที่ไม่มีการสร้าง Brand สิ่งเหล่านี้คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
                สำหรับบุคคลที่ต้องการสร้าง Brand ส่วนตัว ให้กับตัวเอง ให้ออกมาดีเขาจะเป็นคนที่มีลักษณะดังนี้ คือ เขามักจะเลือกที่จะทำงานให้แก่ตนเอง มากกว่า ทำงานรับจ้างกินเงินเดือน เขาจะเป็นคนมีความมั่นใจในตนเองสูง มีความมั่นคงภายใน มีการวางแผนอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะการวางแผนทางด้านการตลาด มีเครือข่ายหรือสายสัมพันธ์มาก มีภาพลักษณ์ที่ดูดี เป็นที่น่าสนใจในวงกว้าง เป็นต้น
                การสร้าง Brand ส่วนตัวของคุณต้องเริ่มที่ตัวของคุณเอง หากมีเวลาว่างๆ ลองนั่ง วิเคราะห์ SWOT สำหรับตัวของคุณเอง(STRENGTHS จุดแข็ง , WEAKNESSES จุดอ่อน , OPPORTUNITIES โอกาส และ THREATS อุปสรรคหรือการคุกคาม)
จงพัฒนาจุดแข็งของคุณ ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะการพัฒนาจุดอ่อนจะทำให้คุณเสียเวลา เสียเงินเป็นจำนวนมากแต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมา  มักจะไม่ได้ดังใจหวัง แต่หากคุณรู้ว่าจุดแข็งคุณเป็นอย่างไร คุณก็จะโดดเด่นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เพราะจุดแข็ง มักเป็นสิ่งที่คุณชื่นชอบ เช่น คนบางคนชอบเขียนหนังสือ แต่ไม่ชอบเล่นดนตรี ดังนั้น จุดแข็งของเขาคือ การเขียนหนังสือ เขาสามารถเขียนหนังสือขาย  สร้างอาชีพ สร้างความร่ำรวยได้ แต่หากเขามัวแต่ไปพัฒนาจุดอ่อนคือ เล่นดนตรีหรือพัฒนาในสิ่งที่เขาไม่ชอบ ไม่มีใจรัก เขาจะรู้สึกเหนื่อย หมดพลัง ฉะนั้นจงพัฒนาจุดแข็งของคุณ มากกว่าการที่คุณจะนำพลังไปใช้ในการพัฒนาจุดอ่อน
เรื่องของโอกาสและอุปสรรค ก็มีความสำคัญมาก โอกาสจะเป็นตัว ช่วยเร่งให้คุณเติบโต แต่อุปสรรคจะเป็นตัวขวางกั้นให้คุณเติบโตอย่างช้าๆ
                เคล็ดลับในการสร้าง Brand ส่วนตัว  คุณจำเป็นต้องคิดต่าง ทำต่าง เพราะหากว่าคุณคิดเหมือนคนอื่นๆ ทำเหมือนกับคนอื่นๆ คุณก็คงไม่มีความโดดเด่นขึ้นมาได้ แต่หากว่าคุณ คิดต่าง ทำต่าง คุณก็สามารถสร้างความโดดเด่นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อคุณหาความแตกต่างได้แล้ว คุณมีความจำเป็นต้องนำเสนอตัวของคุณเองอย่างเป็นระบบด้วยการวางแผน เช่น การเขียนบทความลงในสิ่งพิมพ์ต่างๆ แล้ว รวบรวมเป็นเล่ม การหาโอกาสออกสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ โดยการทำอย่างเป็นระบบ ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์
                บุคลิกลักษณะ มีความสำคัญในการกำหนดหรือการสร้างภาพของตัวคุณ หากว่าคุณมีความกระตือรือร้นเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วกับอีกคนหนึ่งเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ , หากว่าคุณเป็นคนพูดเสียงดัง กับอีกคนหนึ่งพูดจาเสียงเบา , หากว่าคุณชอบแต่งกายสีสดใส เร้าใจ กับอีกคนหนึ่งชอบใส่เสื้อผ้าเรียบๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความรู้สึกภาพลักษณ์ภายในใจของลูกค้าของคุณเองได้ทั้งสิ้น
                เทคนิคในการเร่งภาพลักษณ์ของตัวคุณเอง
                1.คุณมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ออกแบบการใส่เสื้อผ้าของคุณให้มีความแตกต่าง  หากเปรียบตัวของเราคือสินค้า เสื้อผ้าจึงเปรียบได้ดังบรรจุภัณฑ์  จงเลือกสีเสื้อผ้า รูปแบบของเสื้อผ้า ให้ตรงกับบุคลิกของตัวคุณเอง จงใส่เสื้อผ้านั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ
                2.คุณต้องออกแบบทรงผม ให้โดดเด่น พวกเราคงเห็น ดารา  นักกีฬาฟุตบอลระดับโลก หลายๆ คน ที่มักจะเปลี่ยนทรงผมแปลกๆ ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การออกแบบทรงผมเป็นอุปกรณ์หรือเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการช่วยในการสร้าง Brand สำหรับตัวของคุณเอง
                3.คุณต้องหาสัญลักษณ์ ออกแบบเครื่องหมายการค้า คำพูด แปลกๆ เก๋ๆ เพื่อสร้างความจดจำต่อผู้พบเห็น
                4.คุณต้องสร้างหรือพัฒนาบุคลิกของคุณให้มีความสอดคล้องกับ สีเสื้อ สัญลักษณ์  ทรงผ้าของคุณ เช่น คุณชอบใส่เสื้อผ้าสีสดใส คุณต้องเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีชีวิตชีวาตลอดเวลาต่อผู้พบเห็น
                หากคุณปฏิบัติได้ดังข้อความข้างต้นกระผมเชื่อว่าภาพลักษณ์ของตัวคุณเอง จะถูกจดจำต่อสาธารณชนอย่างรวดเร็ว เพราะคุณแตกต่าง คุณจึงสร้างความจดจำได้ดีกว่าและรวดเร็วกว่านั้นเอง
                พลังของชื่อ  พวกเราคงได้อ่าน หรือ เคยได้ฟังว่า นักร้อง ดารา หลายๆคน เมื่อเข้าสู่วงการมักจะมีการเปลี่ยนชื่อ   เช่น คุณสิเรียม จากเดิมชื่อ วิริญญ์(อ่านว่า วิริน) กิ๊ปสั้น หรือ คุณแอน ทองประสม เมื่อก่อนชื่อ ศรีจันทร์ ทองประสม ฯลฯ ชื่อจึงมีความสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ
                พลังของคำและวลีที่ติดปาก  หากเราได้ยินคำว่า “  ถูกต้องนะครับ  ” เรามักคิดถึงพิธีกรทางโทรทัศน์ชื่ออะไร , “ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ”  เป็นคำพูดของนักการเมืองท่านใดในอดีต , “ ฟังธง ” เป็นคำพูดของหมอดูที่ชื่ออะไร พลังของคำและวลีที่ติดปาก ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เราสามารถนำมาใช้ในการสร้าง Brand ส่วนตัวของเราเองได้เช่นกัน
                จงใช้พลังของสื่อ เราต้องยอมรับว่า สื่อในปัจจุบันมีอิทธิพลมาก อีกทั้งยังไม่สามารถปิดกั้นข้อมูล ข่าวสาร ได้เหมือนในอดีตอีกแล้ว ในอดีต รัฐบาล คณะปฏิวัติ มักยึดสื่อหลักๆ ในการปฏิวัติแต่ละครั้ง แต่ยุคปัจจุบัน สื่อหลายๆ ชนิดไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สื่อทางอินเตอร์เน็ตมีการเขียนข้อมูลได้อย่างเสรี บางคนเขียนด่ากันหรือให้ข้อมูลแบบผิดๆไปเลยก็มี , สื่อวิทยุชุมชนปัจจุบันนี้มีมากมายเหลือเกิน มากจนฝ่ายที่ทำหน้าที่ควบคุมไม่สามารถควบคุมกันได้ทั้งหมด เป็นต้น
                จงใช้สื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ Brand ของตัวเองให้เป็น แล้วชื่อเสียงของคุณก็จะพุ่งอย่างจรวด
                สุดท้ายนี้อย่างขอสรุปว่า คุณก็สามารถสร้าง Brand ส่วนตัวของคุณได้ เพราะคุณคือ U R A BRAND
จงวางแผนลงบนกระดาษเปล่า จงคิดใหม่ ทำใหม่ จงวิเคราะห์ตัวเราเอง( SWOT) จงเปลี่ยนชื่อเสียใหม่หากว่าชื่อของคุณไม่โดนหรือเร้าใจ จงสร้างคำพูดวลีที่ติดปากของคุณ  จงออกแบบเครื่องแต่งกาย การเลือกใช้สีเสื้อให้สอดคล้องกับบุคลิกของคุณตลอดจนออกแบบทรงผม จงหาสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้ามาใช้เพื่อสร้างความจดจำ จงใช้สื่อให้เกิดประโยชน์และที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณต้องลงมือทำ เพราะหากคุณได้แต่คิด ผลลัพธ์ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น จงลงมือทำแล้วท่านจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง Brand ส่วนตัวอย่างแน่นอนครับ