วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การตลาดเชิงยุทธ์

การตลาดเชิงยุทธ์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                กลยุทธ์ทางการตลาดมีความสำคัญมาก ในการนำไปปรับใช้เพื่อต่อสู้กับคู่แข่งขันทางการตลาด ซึ่งในภาวการณ์แข่งขันในปัจจุบันมีความรุนแรง  มีความไร้พรมแดน มากกว่าในอดีต กลยุทธ์ทางการตลาดจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังในการกำหนดการแพ้ชนะในการแข่งขันทางการตลาด ซึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญมีดังนี้
                กลยุทธ์การตั้งชื่อสินค้า ชื่อยี่ห้อ ชื่อสินค้า ชื่อผลิตภัณฑ์ มีความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ เพราะหากเราใช้ชื่อนั้นไปแล้ว แล้วมาเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ก็จะทำให้เรามีต้นทุนและเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น สำหรับหลักการตั้งชื่อที่ดีนั้น ควรมีลักษณะ  “ สั้น , ง่าย , ไม่ซ้ำ , จูงใจ , จดจำได้ง่าย ”
                สั้น คือ ควรใช้คำในการตั้งชื่อ 1- 2 พยางค์ (แฟ้บ , มาม่า , โค้ก , แม่โขง , กูเกิล ,ซัมซุง )หากมีความจำเป็นจะต้องใช้ 3-5 พยางค์ ควรให้มีความสอดคล้องกัน ( เอไอเอส ,โมโตโรร่า , อายิโนะโมะโต๊ะ  , ส ขอนแก่น ) ข้อดีของการตั้งชื่อที่มีความยาว คือทำให้เกิดความซ้ำซ้อนน้อยกว่า(ชื่อซ้ำกับผลิตภัณฑ์อื่น) การตั้งชื่อ 1-2 พยางค์
                ง่าย คือ เรียกง่าย เข้าใจง่าย ไม่ยาก ฟังแล้ว อ่านแล้ว ไม่ต้องแปลให้มาก สำหรับความง่ายนี่ เราควรคำนึงถึงว่า เราจะขยายตลาดไปยังต่างประเทศหรือเปล่า หากว่าต้องการขยายฐานตลาดก็ควรตั้งชื่อให้เป็น ภาษาอังกฤษจะดีกว่าการตั้งชื่อเป็นภาษาไทย
                ไม่ซ้ำ คือ ชื่อไม่ควรซ้ำกับสินค้ายี่ห้ออื่น หรือ สินค้าประเภทต่างๆ เพราะอาจเจอเรื่องของลิขสิทธิ์ อีกทั้งเมื่อมีการประชาสัมพันธ์หรือทำการตลาดออกไปแล้ว ลูกค้าจะเกิดความสับสนขึ้นได้  การตั้งชื่อตามที่อยู่หรือแหล่งผลิตก็เช่นกันต้องพึ่งต้องระวังไม่ให้ซ้ำกัน เช่น ตั้งชื่อตามจังหวัด อำเภอ ตำบล ตัวอย่าง น้ำพริกศรีราชา , กล้วยตาก บางกระทุ่ม เป็นต้น
                จูงใจ คือ ชื่อที่ดีต้องจูงใจ เร้าใจ โดน ปัจจุบันนี้แม้แต่ชื่อหนังสือ ชื่อเพลง ก็ต้องออกมาในเชิงการจูงใจด้วยถึงจะขายดีหรือมีคนสนใจอยากที่จะติดตามฟัง เช่น เพลงรักเมียที่สุดในโลก ,เพลงเรื่องบนเตียง เป็นต้น
                จดจำได้ง่าย คือ ชื่อที่ดี หากว่าทำการโฆษณา ทำการประชาสัมพันธ์ออกไป ไม่นาน คนก็สามารถจดจำกันได้ในทันที
                ฉะนั้น การตั้งชื่อจึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการทำการตลาด และเป็นเรื่องที่นักการตลาดไม่ควรละเลยในการตั้งชื่อให้เหมาะสมกับตัวสินค้า
                กลยุทธ์โปรโมชั่นมิกซ์ คือ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การขายโดยตรงและการส่งเสริมการขาย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ ส่วนผสมทางการตลาด”
                การโฆษณา เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะหากว่าเรามีสินค้าดี แต่เราไม่สามารถทำให้คนรู้จักในวงที่กว้าง ก็จะทำให้ยอดขายของเราน้อย ซึ่งการโฆษณาที่ดีควรคำนึงถึงเรื่องของ การเข้าถึงคนจำนวนมาก , ค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อโฆษณา , การสร้างความถี่ในการโฆษณา เป็นต้น
                การประชาสัมพันธ์ เป็นการใช้สื่อเพื่อกระจายข่าวให้แก่สาธารณชน ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการโฆษณา อีกทั้งในยุคปัจจุบัน นักการตลาดมักให้ความสนใจในเรื่องของการประชาสัมพันธ์กันมากขึ้น ก็เนื่องมาจาก การประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการโฆษณา อีกทั้งสามารถจูงใจ สร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าด้วย
                การขายโดยตรง เป็นการใช้พนักงานขายเป็นสื่อในการขายโดยตรง  เพราะการอธิบายสินค้าโดยพนักงานขายจะทำให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจลูกค้าสามารถซักถามได้ทันที อีกทั้งหากพนักงานขายมีความสามารถในการนำเสนอ ก็สามารถจูงใจลูกค้าให้ซื้อสินค้าได้มากกว่า การขายโดยผ่านทางสื่อต่างๆ
                การส่งเสริมการขาย เป็นการจูงใจหรือเป็นการกระตุ้นยอดขายวิธีหนึ่งโดยผ่านช่องทางดังนี้ 1.ผ่านพนักงานขาย อาจให้ค่าคอมมิชั่นแก่พนักงานขายเพิ่มขึ้น 2.ผ่านทางร้านค้า อาจให้ผลประโยชน์ส่วนลดแก่ร้านค้า 3.ผ่านทางผู้บริโภคหรือลูกค้าโดยตรง เช่น ลด แลก แจก แถม
                ทั้งนี้ การใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นมิกซ์ ควรคำนึงถึง ปัจจัยเหล่านี้ด้วย 1.จังหวะเวลาหรือช่วงเวลาในการนำไปใช้ 2.ความเหมาะสมหรือความสอดคล้องกับสินค้าหรือบริการของเรา และ 3.งบประมาณ มีความสำคัญมากๆ เพราะถ้าหากเรามีงบประมาณที่จำกัด การใช้โปรโมชั่นมิกซ์ บางอย่างอาจจะทำไม่ได้เป็นต้น
                กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่วนใหญ่ นักการตลาดมักใช้เรื่องของ การลดต้นทุน การสร้างความแตกต่างไปในทางที่ดีกว่าคู่แข่งขัน และความรวดเร็ว
                การลดต้นทุน เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด เพราะว่าหากว่าเราขายสินค้าที่ถูกกว่า แต่มีคุณภาพเท่ากัน ลูกค้าก็มักจะซื้อสินค้าของเรามากกว่าคู่แข่ง นักการตลาดจึงต้องหาวิธีในการลดต้นทุนลงเพื่อที่จะได้ขายสินค้าในราคาถูกกว่าคู่แข่งขัน
                การสร้างความแตกต่างไปในทางที่ดีกว่าคู่แข่งขัน เป็นกลยุทธ์หนึ่ง ที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าจากเรา หากว่าเราไม่สามารถทำให้ต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งได้ นักการตลาดที่ดีก็ควรเลือกกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างไปในทางที่ดีกว่าสินค้าของคู่แข่งขัน การสร้างความแตกต่างจะทำให้ลูกค้าไม่สามารถอ้างได้ว่า สินค้าคู่แข่งถูกกว่า ก็เนื่องจากว่าสินค้า ไม่เหมือนกันหรือแตกต่างกันนั้นเอง จึงทำให้การตั้งราคามีความแตกต่างกัน
                ความรวดเร็ว เป็นกลยุทธ์หนึ่ง ที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการจากเรา ถ้าสมมุติว่า เราจะเลือกซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง เราเข้าไปในร้าน 3 ร้าน ร้านที่ 1 บอกว่า หากจ่ายเงินวันนี้จะได้ของอีก 7 วัน  สำหรับร้านที่ 2 บอกว่า ถ้าจ่ายเงินวันนี้มารับของได้เลยอีก 3 วัน และร้านที่ 3 บอกว่า ถ้าจ่ายเงินวันนี้ เดี๋ยว 5 นาที รอรับของได้เลย ถามว่า เราจะเลือกซื้อร้านไหน ถ้าปัจจัยอื่นๆ มีความเหมือนกันทุกประการ คำตอบก็คือ เราเกือบทุกคนจะเลือกร้านที่ 3
                ฉะนั้น กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน จึงเป็นตัวกำหนดยุทธศาสตร์ในระยะยาวในการต่อสู้สมรภูมิทางการตลาด ว่าเราจะเลือกเดินในทิศทางใด
                กลยุทธ์การนำสินค้าใหม่เข้าตลาด ในยุคปัจจุบัน มีสินค้ามากมายให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ การนำเสนอสินค้าใหม่เพื่อเข้าตลาด จึงมีความสำคัญมากเพราะหากว่าถ้าเข้าผิดที่ ผิดเวลา หรือไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า สินค้านั้นก็จะตายไปจากตลาดในที่สุด ดังนั้น การนำสินค้าใหม่เข้าตลาดจึงควรคำนึงถึงปัจจัยดังนี้
                การตั้งราคาสินค้าใหม่ (จะตั้งราคาต่ำกว่า สูงกว่าหรือเท่ากับคู่แข่งขัน), กลยุทธ์การโฆษณาสินค้าใหม่(การใช้สื่อต่างๆในการโฆษณา ช่วงจังหวะในการโฆษณา ความถี่ในการโฆษณา งบประมาณในการโฆษณา) , กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด( 4 P ผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย ราคาและการส่งเสริมการตลาด)
                กลยุทธ์แห่งสงคราม เป็นการปรับพิชัยสงครามของจีนเพื่อนำมาใช้ในทางการตลาด เช่น กลยุทธ์แบบกองโจร , กลยุทธ์การตีปีกข้าง , กลยุทธ์การตีโอบ , กลยุทธ์การโจมตีแบบเผชิญหน้า เป็นต้น

                ฉะนั้น นักการตลาดที่ดีและเก่ง ควรทำการศึกษาและเรียนรู้ ศาสตร์ทางการตลาดทั้งใหม่และเก่าอยู่เสมอ อีกทั้งต้องมีศิลปะในการนำเอาศาสตร์ทางการตลาดมาประยุกต์ เพื่อที่จะได้นำศาสตร์ต่างๆไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เจ้าสัวเชื้อสายจีน

เจ้าสัวเชื้อสายจีน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
            คนจีน เป็นชนชาติหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าค้าขายเก่ง ดังเราจะเห็นได้จากบรรดาเจ้าสัวในอดีต ในสังคมไทย ซึ่งเจ้าสัวเหล่านี้ มีทรัพย์สมบัติมากมาย อีกทั้งยังมีกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัท ห้างร้าน ซึ่งกระผมได้ศึกษาจากการอ่านและติดตามการสัมภาษณ์ต่างๆ จึงพอสรุปวิธีคิดของคนจีนที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวย โดยเฉพาะคนจีนที่มาจากประเทศจีน ข้ามทะเล ข้ามภูเขามา ประเภทหอบเสื่อผืนหมอนใบ สร้างฐานะจนร่ำรวยจนได้ชื่อว่าเป็น เจ้าสัวของเมืองไทย ปัจจัยที่ทำให้เจ้าสัวเหล่านี้ประสบความสำเร็จคือ
            1.ต้องมีกิจการเป็นของตนเอง เจ้าสัวในอดีตมักมีความตั้งใจ มีเป้าหมายในชีวิต ว่าสักวันหนึ่ง จะต้องมีกิจการเป็นของตนเองให้ได้ ซึ่งเจ้าสัวเหล่านี้ มักเริ่มต้นชีวิตจากความยากลำบาก โดยการทำงานทุกบทบาทหน้าที่ ตั้งแต่ คนใช้ คนสวน ลูกจ้าง แล้วเก็บหอมรอมริบ จนกระทั่ง นำเงินที่เก็บออมได้ มาเปิดกิจการ
            2.ต้องกล้าเสี่ยง ใจต้องถึง อย่ากลัวขาดทุน เสี่ยงมากได้มาก เสี่ยงน้อยได้น้อย เป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ทุกกิจการต้องมีความเสี่ยงเสมอ เช่น KFC ผู้พันแซนเดอร์ต้องนำเงินบำนาญมาลงทุนทำไก่ทอด ทุกกิจการมีจุดเริ่มต้นที่ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ ต้องยอมเสี่ยงที่จะนำเงินมาลงทุน ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า กิจการจะมีกำไร หรือ ขาดทุน
            3.ต้องอดทน เจ้าสัวในอดีต มีความอดทนมาก กินก็น้อย แต่ทำงานหนัก อดทนต่อความลำบากทุกชนิด อดทนต่อการถูกดูถูก อดทนต่อการถูกลูกค้าต่อว่า อีกทั้งต้องเอาใจลูกค้าเกือบทุกประเภท
            4.หาช่องว่างขยายกิจการ คนจีนที่ค้าขายเก่ง มักจะเป็นนักขยายกิจการ เขาจะนำเงินกำไรที่ได้ ไปขยายการลงทุนมากกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร อีกทั้งเมื่อมีความจำเป็นก็ย่อมเสี่ยงที่จะขอเครดิตกับธนาคาร แต่จะไม่ยอมเสียเครดิตที่สร้างมาตลอดชีวิต
            5.ขยันวันนี้เป็นเจ้าสัววันหน้า นักธุรกิจจีนที่ค้าขายเก่ง มักเป็นคนที่ขยันทำงาน เขาจะทำงานทุกวันไม่ค่อยมีวันหยุด เจ้าสัวในอดีต มักทำงาน 7 วัน โดยไม่มีวันหยุด เขาจึงเป็นเศรษฐีรวดเร็ว กว่านักธุรกิจประเทศต่างๆ ที่ทำงานเพียงแค่ 5 วัน แล้วหยุดพัก 2 วัน
            6.ต้องมีความทะเยอทะยาน เป็นกรรมกร ลูกจ้าง ไม่มีวันเด่น  เจ้าสัวจึงต้องพยายามดีดตัวเป็นใหญ่เป็นโตให้จงได้ ฉะนั้นความทะเยอทะยาน จึงเป็นสิ่งที่ดี หากว่าเรานำมาใช้อย่างเหมาะสม
            7.ต้องพักผ่อนโดยการทำงาน  เพราะว่าการพักผ่อนหลายๆอย่าง เราสามารถประยุกต์ให้ได้ผลงานไปในตัวด้วย เช่นหลายๆคนพักผ่อน โดยการ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ ทำงานบ้าน ฯลฯ ฉะนั้น การเปลี่ยนกิจกรรมในการทำงานจึงเป็นวิธีพักผ่อน อีกทั้งทำให้เราได้ผลงานไปในตัว
            8.ต้องประหยัด มัธยัสถ์ เจ้าสัวในอดีต มักเป็นคนที่ประหยัด รู้จักเก็บออม ไม่สุลุ่ยสุร่าย แต่ไม่ถึงกับขี้เหนียว อีกทั้งเจ้าสัวหลายๆคนมักจะมีการแบ่งปันไปให้กับลูกน้อง จึงทำให้สามารถผูกใจให้ลูกน้อง มีความรู้สึกจงรักภักดีในตัวเจ้าสัว
            9.ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เจ้าสัวมักเป็นคนที่เรียบง่าย พูดจาสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน ให้ความเคารพนับถือผู้คน ตั้งแต่คนรากหญ้าจนถึงคนระดับสูงสุด
            10.ต้องมีความคิดว่า “ตัวเราคือผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง”  เจ้าสัวมักเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเองสูง มักมีความศรัทธาในตัวเอง รู้จักพึ่งพาตนเองมากกว่ารอให้คนอื่นๆช่วยเหลือ เจ้าสัวมักเป็นคนที่ต้องตัดสินใจเด็ดขาด กล้าได้กล้าเสีย อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งให้แก่คนใกล้ชิดอีกด้วย

            ฉะนั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เจ้าสัวในอดีตประสบความสำเร็จ แต่กระผมเชื่อว่า ทั้ง 10 ข้อ ข้างต้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสัวในอดีตประสบความสำเร็จมากกว่าปัจจัยอื่นๆ

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การสื่อสารอย่างไรในภาวะวิกฤต

สื่อสารอย่างไรในภาวะวิกฤต
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
            วิกฤติ คือ คำวิเศษณ์ - อยู่ในขั้นล่อแหลมต่ออันตราย เช่น การเมืองอยู่ในขั้นวิกฤติ, มักใช้แก่เวลาหรือเหตุการณ์ เป็น วิกฤติกาล หรือ วิกฤติการณ์, อยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ เช่น มุมวิกฤติ จุดวิกฤติ. (ส.; ป. วิกต, วิกติ).อ้างอิงจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า “วิกฤต” มี ดังนี้
๑ วิกฤติ คือ คำที่ให้ความหมายในเชิงลบ ส่วนใหญ่มักใช้กับคนหรือภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น น้ำท่วมกรุงเทพในครั้งนี้เข้าขั้นวิกฤต , สุขภาพจิตในภาวะวิกฤต เป็นต้น
๒ ภาวะวิกฤต มักจะมีผลกระทบกับคนจำนวนมาก เช่น ภัยจากแผ่นดินไหว , พายุไต้ฝุ่น เป็นต้น
๓ ในภาวะวิกฤต มักต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว ถูกต้อง ชัดเจนและต้องการภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สถานการณ์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยข้างต้นนี้ มักต้องอาศัยการสื่อสารเป็นสำคัญ และต้องเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพด้วย เพราะถ้าข้อมูลดี มีความถูกต้อง แต่ถ้าคนสื่อสารสื่อไม่ดี สื่อผิดพลาด ก็จะทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความคลาดเคลื่อน อีกทั้งทำให้การตัดสินใจหรือการใช้ภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหาเกิดความผิดพลาดด้วย
ฉะนั้นการสื่อสารจึงเป็นหัวใจที่มีความสำคัญมากๆในการฝ่าภาวะวิกฤตต่างๆ ไม่ว่าเรื่องของ ภัยธรรมชาติ ภัยทางด้านการก่อการร้าย ภัยทางด้านโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ
สำหรับเมื่อเกิดภาวะวิกฤตที่ร้ายแรงไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ภัยธรรมชาติ โรคติดต่อร้ายแรง การก่อการร้าย ฯลฯ รัฐบาลคงหนีความรับผิดชอบไปไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในแต่ละประเทศในการที่จะต้องแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ
ด้านการสื่อสารในภาวะวิกฤต รัฐบาลแต่ละประเทศมักใช้การสื่อสารแบบรวดเร็ว กล่าวคือ เป็นการสื่อสารแบบบนลงล่าง เช่น คำสั่ง , แถลงการณ์  ฯลฯ ซึ่งถ้ารัฐบาลตัดสินใจถูกก็สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว แต่ในทางกลับกันหากตัดสินใจผิดพลาด ก็อาจจะเกิดผลกระทบและปัญหาก็มักจะบานปลายได้ ดังนั้นการสื่อสารที่ดี การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องการการสื่อสารแบบ 2 ทาง กล่าวคือ จากบนลงล่าง(รัฐบาลสู่ประชาชน) และ จากล่างขึ้นบน(จากประชาชนสู่รัฐบาล) ซึ่งหากรัฐบาลประเทศไหนเปิดโอกาสให้สื่อสาร 2 ทางได้ ปัญหาก็จะแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดมากกว่า แต่ข้อเสียก็คือ เกิดความล่าช้าในการปฏิบัตินั้นเอง
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ในภาวะวิกฤติ รัฐบาลมักใช้การสื่อสารแบบดั่งเดิมกล่าวคือ ให้ประชาชนรู้ข้อมูลให้น้อยๆ เพราะถ้ารู้ข้อมูลมาก ประชาชนก็จะเกิดความกลัว เกิดความวุ่นวาย อีกทั้งกระทบต่อคะแนนเสียงในทางการเมืองอีกด้วย กล่าวคือ ฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมืองและประชาชนจะต่อว่ารัฐบาลว่า ปัญหาแค่นี้แก้ไขไม่ได้หรือ ดังจะเห็นจากรัฐบาลหลายๆประเทศ มักปิดข่าวหรือไม่ให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับประชาชน อีกทั้งยังแสดงความมั่นใจเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหา ทั้งๆที่ รัฐบาลรู้ดีว่า แก้ไขปัญหาไม่ได้ ตัวอย่าง น้ำท่วมในหลายประเทศ รัฐบาลมักให้ข่าวว่า รับมือได้ แต่ก็ไม่สามารถรับมือกับน้ำท่วมได้ดังที่พูดไว้
ส่วนสื่อมีความเปิดกว้างและควบคุมได้ยากกว่าในอดีต ซึ่งปัจจุบันเรามีระบบอินเตอร์เน็ต มีการใช้โซเชียลมีเดีย เช่น Facebook , Twitter , Youtube , Google ฯลฯ อีกทั้งยังมี วิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม ต่างๆ มากมาย ซึ่งทำให้รัฐบาลควบคุมได้ยากมากกว่าในอดีต อีกทั้ง สื่อต่างๆทำให้ข้อมูลแพร่เผยไปอย่างรวดเร็ว แต่อาจมีข้อเสียเช่นกัน กล่าวคือ  ข้อมูลที่ส่งไปอาจเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด ข้อมูลที่เป็นเท็จก็ได้  
อีกทั้งเทคโนโลยี มีความทันสมัยมากๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์  สินค้าตระกูล โดยเฉพาะโทรศัพท์ในยุคปัจจุบัน สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ส่งข่าว เล่นเกมส์ ชำระเงิน โอนเงิน ดูทีวี ฯลฯ กล่าวคือ หากเรามีโทรศัพท์ที่มีเทคโนโลยีที่สูง เราสามารถส่งข่าว หรือทำสิ่งต่างๆที่รวดเร็วได้เมื่อเกิดภาวะวิกฤต
ท้ายนี้ ในการแก้ไขปัญหาหรือการสื่อสารอย่างไรในภาวะวิกฤต เราคงต้องอาศัยความร่วมมือกันจากทุกฝ่าย อีกทั้ง ต้องมีการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการให้เกิดการสื่อสารที่มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สามัคคีสร้างชาติ

สามัคคีสร้างชาติ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                หลายวันก่อนกระผมได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปสัมภาษณ์ออกรายการวิทยุโดยมีการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นรายการของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานครฯ ในประเด็นของ “ ความสามัคคีสร้างชาติ” เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น กระผมจึงขอเขียนเป็นบทความชิ้นนี้ขึ้นมา
                พวกเราคงต้องยอมรับกันว่า สังคมไทยในปัจจุบันนี้ เกิดการแตกแยกกันทางความคิดกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องของการเมือง ดังจะเห็นได้ว่าสังคมไทยได้เกิดเสื้อสีต่างๆขึ้น เช่น คนเสื้อสีแดง คนเสื้อสีเหลือง คนเสื้อสีน้ำเงิน คนเสื้อสีดำ คนเสื้อสีเขียว เป็นต้น อีกทั้งความแตกแยกจากความไม่สงบที่เกิดจากปัญหาภายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
                จากการแตกความสามัคคีดังกล่าว ทำให้เกิดผลเสียและเกิดผลกระทบขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ความรุนแรง ตลอดจนถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ในทางกลับกัน ประเทศเพื่อนบ้านของเรากลับมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ประเทศเวียดนาม ประเทศเขมร ประเทศมาเลเซีย รวมถึงประเทศพม่าซึ่งกำลังจะมีการเปิดประเทศมากยิ่งขึ้น
                ตามความคิดเห็นของกระผมเราสามารถหาทางรอดให้กับสังคมไทยได้โดยการ
1.มอบความรัก เราต้องเริ่มต้นจากการรักภายในตนเองก่อน พึ่งพาตนเองให้มากขึ้น ช่วยเหลือตนเอง รักษาสุขภาพของตนเอง เมื่อมีความรักในตนเองแล้ว เราก็ควรมอบความรักให้แก่ผู้อื่นเช่น ความรักแก่สามี ภรรยา ลูก พี่น้อง พ่อแม่ ตลอดถึงให้ความรักแก่เครือญาติ แล้วจึงขยายไปยังเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ตลอดจนคนในสังคม รวมถึงความรักในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.ความสามัคคี ความจริงแล้วสังคมไทยมีคุณลักษณะ เอื้ออาทรกัน ให้ความช่วยเหลือกัน ดังจะเห็นจากตัวอย่างหลายตัวอย่าง เช่น น้ำท่วมที่กรุงเทพฯ คนไทยจากต่างจังหวัดก็ได้บริจาคเงิน  สิ่งของ เพื่อให้การช่วยเหลือ หรือ เกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หลายจังหวัดในประเทศไทยก็จะส่งกำลังใจ ส่งสิ่งของ เพื่อให้การช่วยเหลือ ทั้งนี้รวมถึงคนไทยได้ให้ความช่วยเหลือกับประเทศต่างๆทั่วโลกด้วย เช่น ซินามิ  ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น
3.การให้อภัย การให้อภัยเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ในทางปฏิบัติค่อนข้างยาก ในทางศาสนาได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการให้อภัยเป็นอันมาก เช่น พุทธศาสนาเคยมีคำสอนต่างๆ “ อภัยทานเป็นธรรมทานอย่างหนึ่ง” , “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” หรือ ศาสนาคริสต์เคยมีคำสอนในไบเบิลว่า “ ถ้าผู้ใดตบแก้มข้างขวาของท่าน ก็จงหันแก้มข้างซ้ายให้เขาตบด้วย”  การให้อภัยจึงเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ ดังเหตุการณ์ความไม่สงบในอดีต นักศึกษา ประชาชนได้หนีเข้าไปในป่าเพื่อเป็นคอมมิวนิสต์ และมีการฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง รัฐบาลตอนนั้นจึงใช้หลักการให้อภัย โดยการประกาศนโยบาย 66/23 คือการให้อภัยคนที่เป็นคอมมิวนิสต์ให้กลับเข้ามาร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทยโดยไม่ต้องรับผิดใดๆเลย จึงทำให้เกิดความสงบ
4.การกระจายผลประโยชน์ต้องเป็นธรรม ไม่ใช่เมื่อตนเองหรือฝ่ายของตนเอง มีอำนาจในการบริหารแล้ว ก็จัดสรรงบประมาณให้แก่ หัวคะแนน หรือคนในพื้นที่ของตนเองก่อน จนทำให้อีกหลายๆพื้นที่ต้องเดือดร้อน หรือ ให้ผลประโยชน์ของฝ่ายตนเองมากจนเกินไปและฝ่ายตรงกันข้ามไม่ให้หรือให้น้อยเกินไปก็จะเกิดปัญหาได้
5.ถอยบ้างและยอมแพ้บ้าง การอยู่ร่วมกันตั้งแต่ 2 ขึ้นคนไปย่อมมีการกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา เช่น สามีภรรยา หากว่าฝ่ายหนึ่งชวนทะเลาะอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมถอยแล้วจึงใช้อารมณ์ในการทะเลาะกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็มักจะเกิดการแตกหักได้ง่าย แต่ถ้าหากว่ามีฝายหนึ่งคือ สามี ภรรยา ยอมแพ้ ยอมถอยบ้าง สามีภรรยาคู่นั้น ก็จะอยู่ด้วยกันได้อย่างยาวนาน ฝ่ายต่างๆหรือกลุ่มต่างๆในสังคมไทยก็เช่นกัน ควรที่จะนิ่งบ้าง ถอยบ้าง ยอมแพ้บ้าง
                สำหรับการแก้ไขปัญหา ชายแดนภาคใต้ กระผมชอบแนวความคิดของท่านหลวงพ่อพุทธทาส ซึ่งท่านได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในปี 2539 จากยูเนสโก ท่านได้อาศัยหลักในการพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และทำอย่างสม่ำเสมอ โดยท่านมีหลักอยู่ 3 ข้อ คือ
1.ขอให้สาธุชนแต่ละศาสนา ทำความเข้าใจหรือให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนเอง โดยท่านไม่ได้เรียกร้องให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธเลย
2.ให้ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา โดยการมีการพูดคุยกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมไปถึงองค์ความรู้ต่างๆ กันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะเชิญผู้นำศาสนาต่างๆ ไปที่สวนโมกข์ หรือ ท่านจะเดินทางไปยังประเทศต่างๆที่นับถือศาสนาอื่นๆ โดยท่านจะทำการพูดคุยเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อย่างสม่ำเสมอ
3.นำโลกออกจากวัตถุนิยม โดยท่านเห็นว่า วัตถุนิยมจะนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ เช่น การโกง การคอรัปชั่น การขายบริการทางเพศและปัญหาอื่นๆ
                ดังนั้นความ สามัคคีของคนในชาติเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนสิ่งอื่นๆ เพราะถ้าหากเราเลือกที่จะพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาอื่นก่อน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่อองเที่ยว วัฒนธรรม ประเพณี โรงแรมต่างๆ แต่ถ้าคนในประเทศขาดความสามัคคี เกิดการฆ่ากัน ประท้วงใช้ความรุนแรงต่างๆ ถามว่า คนต่างชาติอยากที่จะเข้ามาใช้จ่าย ท่องเที่ยวในประเทศหรือไม่
                แต่ถ้าความสามัคคีเกิดขึ้นในชาติ ชาติไทยเราเกิดความสงบ เรียบร้อย คนชนชาติต่างๆก็อยากจะเข้ามาเที่ยว เข้ามาใช้จ่าย ภายในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้น เงินทอง ชื่อเสียงก็จะหลั่งไหล เข้ามาเอง
                สุดท้ายนี้ ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพิธีพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2522 ดังนี้
                “ ...ในจิตใจของคนไทยทุกคนมีเชื้อของความดี  ที่ได้นำพวกเราทั้งหลายมาอยู่ในฐานะที่มั่นคง ที่ก้าวหน้า ที่เจริญ จนทุกวันนี้  ถ้าเราไม่มีความดีอยู่ในตัว ก็เข้าใจว่าประเทศไทยคงไม่ได้มีอายุยืนนานเช่นนี้”


               



วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

IQ EQ AQ MQและSQ


IQ EQ AQ MQและSQ สำหรับนักบริหาร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                IQ EQ AQ MQและSQ  ตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษเหล่านี้ มักมีผู้สนใจ อีกทั้งต้องการที่จะทราบความหมายว่าหมายความว่าอย่างไร และสำหรับผู้ที่เป็นนักบริหาร ตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ควรจะศึกษาและทำความเข้าใจ
                IQ ย่อมาจาก Intelligenec Quotient หมายถึง ความฉลาดความสามารถทางเชาว์ปัญญา  ซึ่งถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยที่คอยส่งเสริม เชาว์ปัญญาเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่สามารถแสดงออกโดยผ่านพฤติกรรมต่างๆของบุคคล
                สำหรับการวัดไอคิว เราสามารถวัดได้จากแบบทดสอบหรือเครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นโดยมีการแบ่งออกเป็นทักษะต่างๆคือ
                ทักษะด้านคณิตศาสตร์ , ทักษะด้านการคิด , ทักษะด้านความจำ , ทักษะด้านการใช้ภาษา , ทักษะด้านความเร็วในการคำนวณต่าง เป็นต้น
                ปัจจัยต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อสมองหรือการพัฒนาไอคิว เช่น  การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง , ความเครียด ความกดดัน ขาดการออกกำลังกาย ขาดการพักผ่อน , ขาดการฝึกฝนการใช้ความคิด , การมองตนเองในด้านลบ , การใช้สารยาเสพติดต่างๆ  , การเลี้ยงดู การอบรม ภายในครอบครัว เป็นต้น
                นักบริหารที่มีไอคิวที่สูง มักได้เปรียบนักบริหารที่มีไอคิวที่ต่ำ เพราะนักบริหารที่มีไอคิวที่สูง มักคิดได้ไวกว่า , ตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆได้ดีกว่า , เรียนรู้งานหรือสิ่งต่างๆได้เร็วกว่า เป็นต้น
                EQ  ย่อมาจาก  Emotional Quotient  หมายถึง เชาว์อารมณ์ หรือความฉลาดทางอารมณ์ คือ การรู้จัก เรียนรู้ ความรู้สึก อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น อีกทั้งสามารถบริหารจัดการกับอารมณ์ต่างๆได้  มีงานวิจัยออกมาหลายชิ้นพบว่า บางคนมี IQ ที่สูง มีความฉลาดทางสติปัญญา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็เนื่องมาจากการขาด EQ   เช่น นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายๆคน มีความฉลาดทางปัญญาระดับอัจฉริยะ แต่ครอบครัวแตกแยก ภรรยาขอเลิก หรือ ทำงานร่วมกันคนอื่นๆไม่ได้ เป็นต้น
                ดังนั้นการเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จควรมีทักษะด้าน EQ ให้มาก เนื่องจากการทำงานภายในองค์กรมักจะต้องทำงานร่วมกันกับคน นักบริหารที่สามารถปรับอารมณ์ของตนเองและเรียนรู้อารมณ์ของผู้อื่นมักจะประสบความสำเร็จในการทำงานต่างๆได้เป็นอย่างดี
                AQ ย่อมาจาก Adversity Quotient  หมายถึง ความสามารถในการฝันฝ่าอุปสรรคปัญหาต่างๆ ทั้งต้องมีความอดทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ร่างกาย จิตใจ เพื่อที่จะบรรลุถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้  ตัวอย่างเช่นนักไต่เขา 3 คน
                คนที่ 1 เมื่อเห็นภูเขาสูงๆ แล้ว ปฏิเสธไม่อยากที่จะปีนเพราะกลัวเหนื่อย ทั้งๆที่ตนเองก็สามารถปีนขึ้นได้  เราเรียกนักไต่เขาคนนี้ว่า “ Quitters”  หรือ ผู้ที่ไม่ยอมเดินทางหรือหยุดเดินทางเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค  มีลักษณะของการหลบเลี่ยง
                คนที่ 2 เมื่อปีนเขาไปได้สักครึ่งทาง บ่นว่าเหนื่อยแล้วหยุดพัก ตั้งเต้นท์แล้วไม่ยอมปีนต่อ สำหรับลักษณะของคนที่ 2 เมื่ออยู่ภายในองค์กรมักไม่ชอบทำตนให้เด่นเกินหน้าใคร เราเรียกนักไต่เขาคนนี้ว่า “ Campers” หรือ ผู้หยุดพักพิงเมื่อได้ที่เหมาะ
                คนที่ 3 จะพยายามปีนให้ไปถึงจุดสูงสุดบนยอดเขา เป็นนักปีนเขาที่อุทิศตนไม่หยุดยั้ง ชอบความท้าทาย มีแรงจูงใจ มีวินัย เมื่อปีนถึงจุดสูงสุดบนยอดเขา มักจะพูดกับตัวเองและผู้คนรอบข้างว่า “ มีเขาลูกไหนที่สูงกว่านี้ให้ปีนอีกไหม” เราเรียกนักไต่เขาคนนี้ว่า “ Climbers” หรือ ผู้ที่รุกไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
                เมื่อท่านเป็นนักบริหาร ท่านลองสำรวจตัวท่านเองหรือลูกน้องของท่าน ว่าตัวท่านเองหรือลูกน้องมีลักษณะเหมือนนักปีนเขาคนใด เพราะถ้าหากท่านเหมือนกับนักปีนเขาคนที่ 1 และคนที่ 2 ท่านมีโอกาสเป็นผู้แพ้มากกว่าผู้ที่ชนะ แต่ถ้าหากท่านหรือลูกน้องของท่านมีลักษณะเหมือนนักปีนเขาคนที่ 3 ท่านและลูกน้องคนนั้นๆ มีโอกาสในการเป็นผู้ชนะ มากกว่าผู้พ่ายแพ้
                MQ ย่อมาจากคำว่า “Moral Oral Quotient” หมายถึง ความฉลาดทางจริยธรรม ศีลธรรม หากว่าผู้ใดที่มี MQ สูง คนๆนั้นก็จะมีลักษณะที่รู้จักให้อภัย ลดความเห็นแก่ตัว มีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งสังคมไทยเรามีปัญหามาก ในเรื่องของ MQ จึงเกิดการทุจริต คอรัปชั่น ในองค์กร หน่วยงานต่างๆ มากมายขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวงการการเมือง วงการข้าราชการระดับสูง วงการธุรกิจต่างๆ เป็นต้น
                การจะปลูกฝังเรื่องของ MQ เป็นเรื่องยากเพราะต้องปลุกฝังตั้งแต่เด็ก โดยการสอน การอบรม อีกทั้งผู้ใหญ่ควรประพฤติปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย
                MQ สำหรับนักบริหาร ถ้าหากว่านักบริหารท่านใดมี MQ สูง มักจะได้รับการยกย่อง ความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ มากกว่านักบริหารที่มี  MQ ต่ำ
                SQ ย่อมาจากคำว่า Social Quotient  หมายถึง ความฉลาดทางสังคม  เป็นความสามารถในการปรับตัวในการเข้าสังคมได้ดี  เป็นบุคคลที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี  มีทักษะในการพูดจา ยิ้มแย้มแจ่มใส มีบุคลิกภาพที่ดี
ดังนั้นการเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จควรมีทักษะด้าน SQ  เนื่องจากการทำงานบริหารเรามีความจำเป็นจะต้องมีการบริหารคน ใช้คนทำงานแทนเรา อีกทั้งต้องมีการพบปะผู้คนที่มากมายเพื่อการสร้างโอกาสในด้านธุรกิจอีกด้วย ดังคำกล่าวของสุภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า “ นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงได้ยาก ”
โดยสรุป IQ EQ AQ MQ และ SQ  กระผมเชื่อว่าพวกเราทุกๆคนมี แต่มีความแตกต่างกันหรือมีไม่เท่ากัน ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวของกระผม นักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ควรจะต้องมี IQ EQ AQ MQ และ SQ  ที่มีสัดส่วนที่มีความสมดุลกัน ไม่มีตัวไหนที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป  การเดินทางสายกลางจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมดังคำสอนของพระพุทธเจ้าในทางพุทธศาสนา คือ ไม่ตึงจนเกินไป หรือ ไม่หย่อนจนเกินไป