วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ความรุ่งโรจน์อยู่ที่ตัวท่าน


ความรุ่งโรจน์อยู่ที่ตัวท่าน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ในโลกนี้ไม่มีใครเจริญรุ่งโรจน์ ร่ำรวย ก้าวหน้า ในชีวิตตามยถากรรม แม้แต่คนที่เกิดมาร่ำรวย เงินทอง ถ้าหากไม่มีการพัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด สักวันหนึ่งก็คงต้องถดถอย ตกต่ำ ยากจน ฉะนั้นหากต้องการความเจริญก้าวหน้า เราคงต้องพัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด
-                    มีงานวิจัยของต่างประเทศชิ้นหนึ่ง ผู้วิจัยได้ไปศึกษาประวัติ ชีวิตของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ
ในอดีต และปัจจุบัน พบว่า ทุกคนที่ประสบความสำเร็จมีเหมือนกันก็คือเรื่องของเป้าหมายในชีวิต การมีเป้าหมายในชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จ
                                การมีเป้าหมายในชีวิต คือ ท่านต้องระบุหรือเขียนเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษรว่าท่านต้องการอะไรอย่างแท้จริง เช่น ท่านต้องการเป็นนักขายอับดับหนึ่งของเมืองไทยภายใน10 ปี , ท่านต้องการเป็นนักธุรกิจ 100 ล้าน ภายในเวลา 20 ปี , ท่านต้องการมีเงินเก็บฝากธนาคาร 20 ล้านบาทภายใน 10 ปี ฯลฯ
                                แต่ถ้าลองไปถามคนสัก 100 คน มีคนประมาณ 80-90 คน มักตอบว่า ฉันต้องการเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จ , ฉันต้องการเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง , ฉันต้องการร่ำรวยมีเงินทองมากๆ ฯลฯ คำตอบเหล่านี้ฟังแล้วดูดี แต่หากใช่การวางแผนเป้าหมายที่ดีไม่ เนื่องจากการวางเป้าหมายที่ดีท่านต้องระบุให้ชัดเจนอีกทั้งต้องระบุวันเวลาให้ชัดเจนด้วย
-                    บุคคลที่ต้องการความรุ่งโรจน์ในชีวิต ต้องมีความกระตือรือร้นเสมอ มีความจดจ่อต่อเป้าหมายที่
ตนเองวางไว้  ไม่พลัดวันประกันพรุ่ง ต้องเรียนรู้การกระตุ้นตนเอง ถ้าหากเป็นผู้นำ ก็ต้องเรียนรู้การจูงใจลูกทีมหรือเรียนรู้การกระตุ้นลูกทีม ความกระตือรือร้นหากมีอยู่กับใคร คนคนนั้นมักจะประสบความสำเร็จอย่างสูง
-                    บุคคลที่ต้องการความรุ่งโรจน์ในชีวิต ต้องรู้จัก อดทนต่ออุปสรรค ต้องรู้จักอดทนต่อการถูกดูถูก
เหยียดหยาม อดทนต่อสิ่งที่มารบกวนเล็กๆน้อยๆ  ขอให้จำไว้ว่า ความอดทนนั้นเป็นสิ่งที่น่าขื่นขม  แต่ผลของมันหวานชื่นเสมอ
-                    บุคคลที่ต้องการความรุ่งโรจน์ในชีวิต จะต้องเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง หากว่าเรามี
เป้าหมายที่แน่นอน หากว่าเรามีความอดทน หากว่าเรามีความกระตือรือร้น แต่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ท่านจะไม่สามารถเป็นอะไรได้เลย ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน
-                    บุคคลที่ต้องการความรุ่งโรจน์ในชีวิต ต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี คิดบวก มีอารมณ์ขัน คนที่ประสบ
ความสำเร็จส่วนใหญ่มักเป็นคนคิดบวก มองโลกในแง่ดี อีกทั้งยังมีอารมณ์ขัน การคิดบวกทำให้เห็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค แต่การคิดลบมักทำให้ไม่เห็นทางออกของปัญหา การคิดบวกจะทำให้เกิดความสดชื่นแจ่มใส แต่การคิดลบ มักทำให้จิตใจเราเศร้าหมอง
-                    บุคคลที่ต้องการความรุ่งโรจน์ในชีวิต มักเป็นคนที่เลือกทำงานในงานที่ตนรัก ถนัด การได้ทำงาน
ในสิ่งที่ตนรักและถนัด มักจะทำให้การทำงานเป็นเรื่องที่สนุก ไม่เครียด อีกทั้งสามารถทำได้เป็นเวลานานๆ แต่หากเลือกทำงานในสิ่งที่ตนไม่รักหรือไม่ถนัด ก็จะทำให้ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในการทำงาน ไม่มีความสุข อยากเลิกทำงานไวๆ อยากลาออกจากงานนั้นๆ
-                    บุคคลที่ต้องการความรุ่งโรจน์ในชีวิต ต้องเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ เป็นคนที่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น
เป็นคนที่ทำงานกับผู้อื่นด้วยความราบรื่น อีกทั้งมีความสามารถในการทำงานเป็นทีมได้ดี
-                    บุคคลที่ต้องการความรุ่งโรจน์จะต้องกล้าที่จะล้มเหลว ผู้ที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงมักจะ
ต้องผ่านความล้มเหลวมาก่อน แต่เขาเหล่านั้นไม่ยอมล้มเลิก เขาจึงประสบความสำเร็จในชีวิต เอดิสัน เป็นนักประดิษฐ์เอกของโลก กว่าเขาจะประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้เขาต้องล้มเหลวเป็นหลายร้อยครั้ง แต่เขาไม่ยอมล้มเลิกเขาจึงประสบความสำเร็จในการผลิตหลอดไฟฟ้าหลอดแรกของโลกได้ แต่ถ้าหากเขาล้มเลิก พวกเราก็คงจะไม่ได้ใช้หลอดไฟฟ้าจนถึงทุกวันนี้
                ดังนั้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการความรุ่งโรจน์ในชีวิต ขอให้ท่านเชื่อว่าท่านสามารถกำหนดโชคชะตาของตนเองได้  ถ้าหากว่าท่านเชื่อว่าท่านทำได้ ท่านก็จะทำได้ แต่ถ้าวันใดท่านมีความเชื่อว่าท่านทำไม่ได้ จิตใต้สำนึกก็จะสั่งการให้ท่านทำสิ่งต่างๆ ไม่ได้  บัดนี้ความรุ่งโรจน์ได้ผ่านมายังมือท่านแล้ว ขอให้ท่านกล้าที่จะคว้ามันและเชื่อมั่นว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อความรุ่งโรจน์ของท่านในอนาคตได้





-                     

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คลิป ก้าวสู่นักบริหาร


ท่านสามารถรับชมได้เพิ่มเติมที่่ http://www.drsuthichai.com/

คลิป บุคลิกสู่ความสำเร็จ



ท่านสามารถรับชมได้เพิ่มเติมที่ http://www.drsuthichai.com/

คลิป ทางสู่ความสำเร็จ



ท่านสามารถรับชมได้เพิ่มเติมที่ http://www.drsuthichai.com/

คลิป ศิลปะการฟัง



ท่านสามารถรับชมได้เพิ่มเติมที่ http://www.drsuthichai.com/

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แม็กซี ไฟเลอร์ ผู้ไม่ยอมแพ้

การอ่านประวัติบุคคลสำคัญๆของโลกหรือบุคคลที่เป็นนักต่อสู้จะทำให้เราเกิดกำลังใจในการต่อสู้กับเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ทำให้เราเกิดความอดทน มานะ พากเพียร ขยัน ไม่ยอมแพ้ และกล้าที่จะล้มเหลว
กระผม ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ www.drsuthichai.com   เป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านเรื่องราวประวัติบุคคลต่างๆที่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของนักต่อสู้ ต้องขอขอบคุณ  คอลัมภ์"คนไม่ดังของโลก" โดย "สรจักร ศิริบริรักษ์" ในนิตยสารแพรว ฉบับที่ 592 25 เมษายน 2547 ซึ่งได้เสนอเรื่องราวของ แม็กซี ไฟเลอร์ หวังว่าผู้อ่านจะเกิดแรงบันดาลใจบางอย่างเมื่อได้อ่านจบครับ


แม็กซี ไฟเลอร์

"แม็กซี ไฟเลอร์" สอบเข้าบรรจุเป็นผู้พิพากษาครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1966 ขณะอายุได้ 36 ปี แต่สอบไม่ผ่าน เขาไม่ย่อท้อ สอบใหม่ สอบใหม่ และ สอบใหม่ ทั้งในลอสแองเจลิส ซานดิเอโก ซานฟรานซิสโก และเมืองอื่นๆอีกมากมาย เขาเริ่มสอบครั้งแรกตั้งแต่ลูกชาย 2 คนยังเล็ก และสอบไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ลูกชายซึ่งจบกฎหมายและมาเข้าสอบด้วย ต่อมาเขาสอบอีกครั้งเมื่อลูกเป็นทนายความ และก็ยังสอบเรื่อยๆจนถึงวันที่คนอื่นๆเกษียณอายุแล้ว ลูกๆ กลัวว่าเขาจะตายคาห้องสอบ

                 แต่ท้ายที่สุด แม็กซี ไฟเลอร์ ก็ได้เป็นผู้พิพากษาเมื่ออายุ 61 ปี เข้าสอบทั้งสิ้น 48 ครั้ง รวมเวลา 25 ปี เสียค่าสมัครรวมทั้งสิ้น 2 ล้านบาท ใช้เวลาในห้องสอบรวม 144 วัน สัมภาษณ์นับครั้งไม่ถ้วน...ทำไมเขาจึงไม่ยอมแพ้


          "ผมประเมินแล้วว่า ผมสามารถเป็นผู้พิพากษาได้ ดังนั้น ผมต้องสอบได้สักวันหนึ่ง หากไม่ยอมแพ้"

              ทุกครั้งที่สอบตก แม็กซีไม่เคยคิดวาตัวเองทำผิด เขาเริ่มมีความคิดจะเรียนกฎหมายตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 เมื่อได้พบว่ากฎหมายมีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนขาว กับคนผิวสี เขาตั้งเป้าหมายชีวิตว่า ตนเองจะต้องเป็นผู้พิพากษาผิวดำให้ได้ ทั้งที่ขณะนั้นเขามีลูก 7 คน ไม่มีปัญญาปลีกตัวไปเรียนกฎหมาย จนอีก 8 ปีถัดมา เขาจึงมีโอกาสสมัครเข้าเรียน และจบจากมหาวิทยาลัยเวนเนอร์แมนในที่สุดด้วยคะแนนระดับท๊อปเท็น จากนั้นได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาด้วยความเชี่ยวชาญทางกฎหมายหาตัวจับยาก

          ทำไมแม็กซี จึงสอบไม่ผ่าน เพราะเขาเป็นคนดำหรือแม็กซีเชื่อว่าเขามีข้อด้อยในการตอบข้อสอบแบบอัตนัย ซึ่งต้องบรรยายด้วยภาษากฎหมายที่ตนไม่ชำนาญด้านโครงสร้างภาษา แต่แม็กซีก็ฝึกฝนแก้ไขจุดบกพร่องตลอดมา

                 แรงสนับสนุนอีกทางหนึ่งมาจากภรรยาของเขาเอง ทุกครั้งที่มีจดหมายแจ้งผลการสอบ เธอจะพิมพ์ใบสมัครชุดใหม่ส่งให้ทันที เธอบอกว่า "คุณรู้ไหมแม็กซี คราวนี้คุณเกือบผ่านแล้ว ลองใหม่ คราวหน้าต้องได้แน่"
 "ผมจะคิดทุกครั้งที่เข้าสอบว่า นี่คือการสอบครั้งแรกของผม วิธีนี้ทำให้ผมสบายใจ ไม่รู้สึกท้อ" นอกจากนี้ เขายังมีความเชื่อ ที่ไม่คลอนแคลนว่า เขาจะต้องผ่านการสอบได้แน่นอนสักวันหนึ่ง แล้วเขาจะรีบยอมแพ้ทำไมกัน เขาบอกว่า "ผมสอบผ่านทุกครั้ง แต่ข้อสอบต่างหาก ที่ผ่านผมไปไม่ได้"

               ผลสอบครั้งที่ 48 วางทิ้งไว้บนโต๊ะอาหารโดยไม่มีใครแกะอ่าน นานหลายชั่วโมงดังที่เคยเป็นมา จนเมื่อลูกชายทนไม่ไหว เปิดออกดู ทันใดเขาก็ร้องลั่น กระโดดโลดเต้น วิ่งเข้าไปกอดพ่อ "ยินดีด้วย มิสเตอร์ไฟเลอร์" เขาตะโกนทั้งน้ำตา

                แม็กซี ใช้เวลา 40 นาทีกว่าจะสงบจิตสงบใจได้ในพิธีสาบานตน เพื่อนกว่าพันคนมาร่วมเป็นสักขีพยาน ด้วยความชื่นชม เมื่อเขากล่าวว่าจะต่อสู้กับความอยุติรรมโดยไม่ท้อถอย ทุกคนพยักหน้าด้วยความเชื่อมั่น

                   เพราะ แม็กซี ไฟเลอร์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาไม่เคยท้อถอยจริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554