วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

จงเชื่อมั่นในตนเอง

จงเชื่อมั่นในตนเอง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนใหญ่แล้ว...มักไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งความไม่เชื่อมั่นในตนเอง ส่วนหนึ่งเกิดจากความกลัว โดย ดร.นโปเลียน ฮิลล์ ผู้เขียนหนังสือ ปรัชญาชีวิต ศาสตร์แห่งความสำเร็จ ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์มีความกลัวพื้นฐาน 6 ประการคือ
                1.ความกลัวยากจน
                2.ความกลัววัยชรา
                3.ความกลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์
                4.ความกลัวสูญเสียความรักของคนบางคน
                5.ความกลัวสุขภาพทรุดโทรม
                6.ความกลัวตาย
                                ความกลัวพื้นฐานเหล่านี้ เป็นบ่อเกิดแห่งการทำให้มนุษย์ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง จงขจัดหรือทำให้เบาบาง แล้วท่านจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้น
                สำหรับเทคนิคในการทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง มีดังนี้
                1.จงทำตัวให้เคลื่อนไหวอย่างกระตือรือร้น เดินยืดอก ตัวตรง เดินอย่างผู้นำ กระฉับกระเฉง ว่องไว
                2.ยิ้มแย้ม แจ่มใส เบิกบาน ไม่ทำใบหน้าอมทุกข์
                3.จงพูดบวกกับตัวเองบ่อยๆ เช่น ฉันทำได้ , ฉันมีความเชื่อมั่นในตนเอง , ฉันสู้ ,ฉันมีพลัง ฯลฯ
                4.ฝึกนั่งแถวหน้า ฝึกแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม
                5.ฝึกช่วยตนเอง ฝึกพึ่งตนเองให้มากที่สุด จงคิดว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน
                หากท่านฝึกปฏิบัติ ตามคำแนะนำดังกล่าว กระผมเชื่อว่าจะทำให้ท่านเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง เพราะความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของบรรดาบุคคลที่ประสบความสำเร็จในแวดวงต่างๆ ผู้ชนะ คนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่โต ไม่มีใครคนใดเลยที่ปราศจากความเชื่อมั่นในตนเอง หากว่าท่านเป็นผู้หนึ่ง ที่อยากเป็น ผู้ชนะ อยากดำรงตำแหน่งใหญ่โต จงฝึกมัน
                เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก หากไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ท่านก็ไม่สามารถประดิษฐ์ หลอดไฟฟ้า ให้พวกเราได้ใช้กันทั่วโลก
                ลินคอล์น มุสโสลินี ฮิตเล่อร์ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลส์   บุคคลเหล่านี้ หากไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เขาเหล่านี้ ก็ไม่สามารถเป็น นักพูดเรืองนามระดับโลก
                ไม่มีอิทธิพลอันใดหรือใครคนใดของโลก ที่จะกำหนดโชคชะตาให้แก่ท่าน ตัวของท่านเองต่างหาก ที่จะกำหนดโชคดีหรือโชคร้ายให้แก่ตัวเอง เราจะเป็นอะไร เราจะมีความสามารถเก่งแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองทั้งสิ้น จงเชื่อมั่นในตนเอง ว่า ท่านทำได้ ท่านก็จะทำได้
                ไม่มีบุคคลที่ประสบความสำเร็จในโลกที่พบกับความสำเร็จ โดยบุคคลผู้นั้นขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เราจงจำกัดความอ่อนแอในตัวเรา แล้วปลูกฝังความเชื่อมั่นในตนเอง แล้วท่านจะเป็นอีกผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จ

จินตนาการกับความสำเร็จ

จินตนาการสู่ความสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                จินตนาการสำคัญกว่าความรู้    อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
                เพื่อที่จะคิดได้อย่างจะแจ้ง คนเราจะต้องจัดเวลาสักช่วงหนึ่ง เพื่ออยู่อย่างโดดเดี่ยวสำหรับครุ่นคิด และสร้างจินตนาการโดยไม่มีสิ่งกวนใจ  (โทมัส เอ.เอดิสัน)
                บุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมักมีจินตนาการเกือบด้วยกันทุกๆคน เพราะฉะนั้น จินตนาการจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในระดับสูง เพราะคนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง มักคิดอะไรแปลก ทำอะไรแปลก พูดอะไรแปลก
                เพราะคนที่มีจินตนาการมัก มีความคิดที่ริเริ่มสร้างสรรค์ สิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไม่ว่าในทางวรรณกรรม  สิ่งประดิษฐ์  ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ การเมือง ฯลฯ
                ฮิตเล่อร์ มีการศึกษาน้อยนิด ไม่จบปริญญา แต่เขาก็สามารถเป็นผู้นำชาวเยอรมัน เขาสามารถพูดให้ชาวเยอรมันมานั่งฟังแบบมืดฟ้ามัวฝน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ฮิตเล่อร์ เป็นคนที่มีจินตนาการอยู่ในระดับสูงนั้นเอง เพราะเคยปรากฏมีคนเห็นฮิตเล่อร์ ชอบเหม่อมองวิว ทิวทัศน์ ตามธรรมชาติ และมองท้องฟ้า เป็นเวลานานๆ  เขามักจินตนาการถึงการเมือง การพูด ในแบบของเขา
                วินสตัน เชอร์ชิลล์ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีจินตนาการ เขาเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเป็นคนติดอ่าง เขาเป็นนักพูดที่ใช้ไม่ได้ แต่หลังจากที่เขาใช้เวลาว่าง นึกฝัน ฝึกฝน จินตนาการว่าตนเองพูดให้สภาได้ดี จนในที่สุดเขาคือนักพูดที่ได้รับการยอมรับในประเทศอังกฤษและทั่วโลกเลยทีเดียว
                อาจารย์ถวัลย์ ดัชนีและอาจารย์เฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์       นักวาดรูปที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ก่อนที่อาจารย์ทั้งสองจะวาดรูปออกมาได้ ท่านต้องใช้จินตนาการในการสร้างภาพให้เกิดขึ้นภายในใจก่อน แล้วจึงออกมาเป็นภาพ
                นักเขียนหลายท่าน ที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง มักมีจินตนาการทำให้ผู้อื่นสัมผัสได้ถึง การใช้สำนวนภาษา  รูป รส กลิ่น ซึ่งสัมผัสได้จากงานเขียนจนเป็นที่นิยมกันไปทั่วประเทศหรือทั่วโลก ไม่ว่า งานเขียนในเชิงนวนิยาย เรื่องสั้น การแต่งเพลง เป็นต้น
                มหาเศรษฐี หลายคนประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ก็เนื่องมาจากคนเหล่านั้นมีจินตนาการ พวกเขาเหล่านี้มักสร้างภาพในจินตนาการว่า ตนเองมีคฤหาสน์หรูหรา  มีคนใช้คอยดูแลปรนนิบัติ นั่งรถราคาแพง พวกเขาเหล่านั้นมักจินตนาการทุกๆวัน วันละ 10-20 นาที ไม่ว่าในขณะอาบน้ำ ในขณะกำลังหลับ
                โดยสรุป จินตนาการมีความสำคัญต่อบุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จ ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จในระดับสูง ท่านต้องเป็นคนที่มีจินตนาการ
จิตนาการ จึงหมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตแต่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นภายในจิตใจก่อน แล้วภาพที่อยู่ภายในใจก็จะเกิดขึ้นจริงๆ ในอนาคต
               








เป้าหมายชีวิต

เป้าหมายชีวิต
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ชาวประมงเดินเรือยังต้องมีเข็มทิศ คุณจะดำเนินชีวิตคุณจำเป็นจะต้องมีเป้าหมาย
เป้าหมายมีความสำคัญมากในการดำเนินชีวิต คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น มีความแตกต่างกันหลายประการ แต่สิ่งหนึ่งที่คนประสบความสำเร็จมีเหมือนกันเกือบทุกคนนั้นก็คือ เป้าหมาย
                จากงานวิจัยของนักวิชาการชาวสหรัฐหลายท่าน ได้ระบุตรงกันว่า การที่คนจำนวน 90-95 เปอร์เซ็นต์ มีความล้มเหลวในชีวิตเนื่องจาก การไม่มีเป้าหมายในชีวิตนั้นเอง แต่ตรงกันข้ามกับคนจำนวนเพียงแค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ที่ประสบความสำเร็จ ก็เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าตนเองมีความต้องการอะไร อีกทั้งยังมีแผนการที่แน่นอนในการทำงาน
                จากงานวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า จำนวนคนที่ล้มเหลว 90-95 เปอร์เซ็นต์ นั้นมักไม่ผูกพันกับงานที่ตนเองทำหรือทำงานที่ตนเองไม่ชอบ แต่ในขณะที่คนจำนวน 5-10 เปอร์เซ็นต์ มักผูกพันในงานที่ตนเองทำหรือทำงานที่ตนเองชอบที่สุด
                จากงานวิจัยข้างต้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียใจ ที่คนส่วนใหญ่ในโลก ใช้ชีวิตโดยปราศจากเป้าหมายชีวิต อีกทั้งยังไม่มีความสุขในการทำงานเนื่องจาก คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในงานที่ตนเองรัก
                สำหรับหลายท่านมีเป้าหมายในชีวิตแล้ว แต่ทำไมไม่มีพลังในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายในชีวิต จากการอ่านค้นคว้าและศึกษา ของกระผม ได้ข้อสรุปดังนี้
                1.ท่านขาดความจริงจัง ท่านขาดการหมกมุ่น ท่านขาดความปรารถนาอย่างแรงกล้าในเป้าหมายที่ท่านวางไว้
                2.ท่านขาดความถี่ในการคิดหรือฝันในเป้าหมายของท่าน จงคิดและฝันทุกๆวันและบ่อยๆ
                3.ท่านขาดการเขียนมันออกมาให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น จงเขียนลงในกระดาษ จงสร้างภาพฝันโดยการ หารูป บุคคลหรือสิ่งที่ท่านต้องการเป็นมาติดตามผนังบ้าน ประตู เพื่อย้ำความทรงจำ
                4.ความฝันหรือเป้าหมายของท่านเล็กเกินไป การตั้งเป้าหมายเล็กเกินไป ทำให้ท่านไม่อยากที่จะลงมือทำ เช่น ตั้งเป้าหมายว่าอยากมีเงิน 100,000 บาท กับตั้งเป้าหมายว่าอยากมีเงิน 1,000,000 บาท ทำให้ความตั้งใจและการมีพลังในการทำต่างกัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องตั้งเป้าหมายให้ใหญ่มากๆ เช่น ตั้งเป้าหมายว่าอยากได้เงิน 100,000,000 บาท อย่างนี้อาจทำให้ท่านหมดกำลังใจ เลิกทำแล้วทำให้ไม่ประสบความสำเร็จได้
                5.ท่านขาดความเชื่อมั่นในตนเองหรือคิดว่าท่านทำไม่ได้ การคิดลบมักทำให้หมดพลัง แต่การคิดบวก ว่าตนเองทำได้ ทำให้เกิดพลัง จงคิดบวกบ่อยๆและสม่ำเสมอ
                6.ท่านจะต้องประกาศให้คนอื่นๆได้รู้ถึงเป้าหมาย ถึงความฝันของท่าน จงกล้าที่จะประกาศ เพราะ การกล้าที่จะประกาศจะทำให้มีคนค่อยเตือนท่าน หรือ หากท่านทำไม่ได้ท่านก็จะอาย ท่านจะเกิดพลังเพิ่มมากขึ้น
                ทั้ง 6 ประการข้างต้น จึงเป็นเทคนิคที่ทำให้ท่านเกิดพลังขึ้นในการทำงานเพื่อไปสู่เป้าหมายชีวิต จงลงมือปฏิบัติแล้วท่านจะเห็นผลที่เกิดขึ้น
                ท้ายนี้อยากฝากแง่คิดไว้ว่า    อย่าได้บอกโลกเลยว่าท่านทำอะไรได้บ้าง....แต่จงแสดงความสามารถ
ออกมาให้เห็น
               
               
               

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

ทำในสิ่งที่สำคัญก่อน

ทำในสิ่งที่สำคัญก่อน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                หากไปถามคนทำงานส่วนใหญ่ในปัจจุบัน....ว่ามีปัญหาอะไรในการทำงาน คนส่วนมากมักบอกว่า ผมมีงานที่ต้องทำมากแต่มีเวลาน้อยในการทำงาน
                แต่แท้ที่จริงแล้ว...คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่เป็นนักบริหารใหญ่...มักมีงานที่ต้องทำมากกว่าคนทั่วไป แต่ทำไมบุคคลเหล่านั้นถึงทำได้ สิ่งสำคัญก็คือ คนเหล่านั้น มีความสามารถในการบริหารเวลานั้นเอง
                คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมง เท่ากัน แต่ใช้เวลาไม่เหมือนกัน จงทำในสิ่งที่สำคัญก่อนแล้วทำมันอย่างมีสมาธิจดจ่อในการทำงานแต่ละชิ้น จึงเป็นวิธีการที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จและมีเวลาเหลือในการที่จะทำสิ่งต่างๆได้เพิ่มเติมในดำรงชีวิต
                จงเพาะนิสัยการลำดับงาน แล้วดูงานที่สำคัญก่อน แล้วจงทำมันทันที เพราะ คนที่ลงมือทำงาน มีความสำคัญกว่าคนที่ชอบคุย ชอบวางแผน แต่ไม่ยอมลงมือทำงาน อีกทั้งการลำดับงานและการวางแผนงานที่ดี คุณควรวางแผนหรือคิดบนกระดาษ
ไบรอัน เทรซี่ นักพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ได้กล่าวว่า คนที่คิดและวางแผนบนกระดาษ มักประสบความสำเร็จกว่าคนที่คิดอย่างเดียวแต่ไม่มีการเขียนลงไปในกระดาษ จงเขียนเป้าหมาย แล้วลำดับความสำคัญของงาน แล้วลงมือทำมัน
                หากว่าคุณมีงานหลายงาน แต่งานที่สำคัญมักยาก ขอให้คุณจงทำงานที่ยากนั้นก่อน นี่อาจเป็นคำแนะนำที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง เนื่องจากคนส่วนใหญ่ มักเลือกทำงานที่ง่ายก่อน แล้วง่ายที่ยากมักทำทีหลัง แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักเลือกทำงานที่ยากก่อนแล้วจึงไปทำงานที่ง่ายในเวลาต่อมา
                แล้วทำอย่างไร ถึงจะทำงานที่ยากก่อนงานที่ง่าย เพราะเราเคยชินในการทำงานที่ง่ายก่อนงานที่ยาก คำตอบก็คือ คุณต้อง ฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน ตนเอง หัดห้ามใจให้ทำงานที่ยากจนมันกลายเป็นนิสัย
                คนทำงานส่วนใหญ่ มักชอบสบาย เช่น ชอบใช้เวลาในการทำงาน ไปกับการอ่านหนังสือพิมพ์ การนั่งทานกาแฟ พูดคุยกันในระหว่างทำงาน ซึ่งบางคนใช้เวลาในการพูดคุยนานจนเกินไป
แต่ตรงกันข้าม คนที่ประสบความสำเร็จ มักเลือกทำในสิ่งที่ทำให้บรรลุเป้าหมาย  เช่น เลือกอ่านหนังสือเกี่ยวกับวงการที่ตนเองทำงานอย่างน้อยวันละ 1-2 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร วารสาร ,เข้าเรียนหลักสูตรต่างๆเกี่ยวกับงานของคุณ ,ฟังวิชาการ เทป ซีดี ในรถยนต์ จงเปลี่ยนเวลาที่ใช้ในการขับรถเป็นเวลาเรียน, การพัฒนาตนเองในสายงานอาชีพของตนเอง ,สนใจทำในสิ่งที่สำคัญในการทำงานก่อน เป็นต้น
หากเป็นไปได้ ในทุกๆวัน คุณควรมีการวางแผนโดยเลือกทำให้ในสิ่งที่สำคัญก่อนดังนี้
                1.หลังเลิกทำงานในแต่ละวันหรือก่อนเข้านอนในแต่ละวัน คุณควรวางแผนโดยการเขียนแผนว่า วันพรุ่งนี้คุณจะทำอะไร
                2.จงเขียนและลำดับรายการที่มีความสำคัญมากไปหารายการที่มีความสำคัญน้อย
                3.วันรุ่งขึ้นจงลงมือทำทันที โดยเลือกทำในงานที่มีความสำคัญและยากก่อน
                4.จงหัดทำอย่างนี้สัก 21 วัน จนกลายเป็นนิสัย
จงทำในสิ่งที่มีความสำคัญก่อน จึงเป็นสิ่งที่ผู้ที่ปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ ควรลงมือทำ เนื่องจากเราไม่มีเวลามากพอที่จะทำทุกอย่าง
               
 
               

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

กฎแห่งความสำเร็จ(กฎแห่งแรงดึงดูด)

กฎแห่งความสำเร็จ(กฎแห่งแรงดึงดูด)
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                กฎแห่งความสำเร็จมีหลากหลายกฎ แต่กฎแห่งแรงดึงดูด เป็นกฎหนึ่งที่บุคคลที่ประสบความสำเร็จใช้เป็นวิธีการ ใช้เป็นเครื่องมือ นำทางไปไปสู่ความสำเร็จ กฎแห่งแรงดึงดูด ก็คล้ายๆกับกฎทั่วไปเช่นเดียวกับ กฎแห่งแรงโน้มถ่วง
                ซึ่งกฎแห่งแรงดึงดูด มีลักษณะคือ สิ่งใดที่เราคิดอยู่เสมอ ฝันอยู่เสมอ หมกมุ่นอยู่เสมอ มันก็มักจะดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิตเราและเป็นความจริงในที่สุด
                เราสามารถพัฒนากฎแห่งแรงดึงดูดมาใช้โดย
1.ท่านต้องหาเป้าหมายหรือหาความฝันหรือค้นหาในสิ่งที่ตนเองต้องการให้เจอเสียก่อน เช่น ท่านอยากเป็นนักเขียน ท่านอยากเป็นนักร้อง ท่านอยากเป็นนักแสดง ท่านอยากเป็นผู้สื่อข่าว ฯลฯ
2.ท่านจงเขียนมันลงไป ไบรอัน เทรซี่ นักวิชาการ วิทยากร นักบริหาร ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า จากการสอนวิชาเคล็ดลับไปสู่ความสำเร็จ ปรากฏว่าเขาให้ผู้เข้ารับการอบรมเขียนเป้าหมาย เขียนความฝัน เขียนสิ่งที่ต้องการ แล้ววางแผนสิ่งต่างๆ เหล่านั้นโดยการเขียนไปในกระดาษผลปรากฏว่า ผู้เข้ารับอบรม ที่เขียนเขียนเป้าหมาย เขียนแผนการ เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งถึงสองปี แล้วนำสิ่งที่เขียนมาดู จะปรากฏว่า สิ่งต่างๆที่ได้เขียน มีการเกิดขึ้นเป็นความจริงมากกว่า ผู้เข้ารับการอบรมที่ไม่ได้เขียนเป้าหมาย เขียนแผนการ ลงไปในกระดาษ
3.ท่านต้องจดจ่อต่อเป้าหมาย จะทำให้ท่านเกิดวิธีการขึ้นมาเอง การจดจ่อต่อเป้าหมายจะทำให้ท่านเกิดกำลังใจในการทำงาน เกิดการไม่ท้อแท้ ท้อถอยต่ออุปสรรค การจดจ่อ ต่อเป้าหมายจะทำให้ท่านไปถึงฝั่งได้อย่างรวดเร็วมากกว่าคนที่ไม่จดจ่อต่อเป้าหมาย และยิ่งถ้าใครสามารถจินตนาการถึงเป้าหมายตามไปด้วยก็ยิ่งดี  หนทางที่ดีควรจินตนาการก่อนนอนเพราะช่วงนี้ จิตใต้สำนึกจะรับภาพสิ่งที่เราจินตนาการได้มากกว่าช่วงอื่นๆ ในการดำเนินชีวิต
4.ท่านต้องเริ่มลงมือทำ ระยะทางหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นจากก้าวแรก  การเริ่มก้าวแรกเป็นสิ่งที่ยากในการทำใจหรือการทำ แต่เมื่อท่านได้เริ่มต้นแล้ว โอกาสที่จะเดินก้าวที่สองย่อมง่ายขึ้นกว่าการเดินก้าวแรก
5.ท่านต้องมีความสม่ำเสมอในการทำงานไปสู่เป้าหมาย จงทำงานให้มากขึ้น แต่ต้องทำงานอย่างฉลาด ต้องทำงานไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย การทำงานที่ฉลาด ท่านต้องเลือกงานที่มีความสำคัญก่อน ส่วนงานที่ไม่สำคัญ ท่านสามารถให้คนอื่นช่วยทำงานก็ได้เพื่อเป็นการประหยัดเวลาของท่าน
6.ท่านจงใช้เวลาในทุกๆวัน ในการประเมินตนเอง ว่าสิ่งที่ท่านทำในทุกๆวัน มีการพัฒนาไปขนาดไหนแล้ว มีอะไรที่ผิดพลาด อะไรที่ท่านต้องพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะช่วยให้ท่านทำงานได้ดีขึ้น ทำงานได้มากขึ้น
                จากข้อความข้างต้นนี้ ท่านสามารถนำกฎแห่งแรงดึงดูดไปใช้ได้ เพียงแต่ท่านต้องไปศึกษาเพิ่มเติม แล้วควรเริ่มฝึกลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง หากท่านลงมือทำอย่างจริงจังกระผมเชื่อแน่ว่า กฎแห่งแรงดึงดูดก็จะนำท่านไปสู่เป้าหมายในชีวิตที่ท่านได้วางเอาไว้



วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

อิทธิบาท 4 สู่การเป็นนักพูด

อิทธิบาท 4 สู่การเป็นนักพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                อิทธิบาท 4  คือ อะไร อิทธิบาท 4 คือ หลักคำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน การเรียน การดำเนินชีวิตได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งความต้องการในการเป็นนักพูด หลักอิทธิบาท 4 มีดังนี้
                1.ฉันทะ ได้แก่ความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นสิ่งใดก็ตามที่ตนเองต้องการจะเป็น เช่น หากท่านอยากเป็นนักพูด ท่านจะต้องมี ฉันทะ คือ มีความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้าเสียก่อนในความอยากเป็นนักพูด และหากจะให้ดี ควรหาแบบอย่างว่าตนเองต้องการเป็นนักพูดแบบใครหรือใครคือต้นแบบ ก็จะทำให้ท่านได้แนวทางมากขึ้น เช่น บางคนอยากเป็นนักพูดทางการเมืองแบบคุณสมัคร สุนทรเวช ท่านก็ควรนำเทปหรือคำพูดคุณสมัคร สุนทรเวช มาศึกษามาเรียนรู้บ่อยๆ หรือ หากท่านต้องการเป็นนักพูดประเภททอล์คโชว์ เหมือนอาจารย์นักพูด (อ.จตุพล,อ.สุขุม,อ.สุรวงค์,อ.ถาวร ฯลฯ) ท่านก็ควรหา VCD ขอนักพูดเหล่านี้มาฟังมากๆ บ่อยๆ ก็จะทำให้ท่านมีไฟมีความปรารถนาเพิ่มมากขึ้น
                2.วิริยะ ได้แก่ความพยายามพากเพียร บากบั่น อดทนในการฝึกซ้อม ในการศึกษาเรียนรู้ การฝึกฝน ในการเป็นนักพูด ต้องมีการฝึกซ้อมหลายเวที บางเวทีอาจประสบความสำเร็จ บางเวทีอาจล้มเหลว ฉะนั้น บุคคลที่ต้องการเป็นนักพูดจึงต้องมี วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม ดังตัวอย่างเช่น เดมอส เทนิส นักพูดชื่อดังในอดีต ท่านถูกหัวเราะถูกด่า จากสภาในการพูดในรัฐสภาว่าเป็น คนพูดที่ขาดซึ่งวาทศิลป์ มีการใช้ท่าทางประกอบที่น่าเกลียด ซึ่งสร้างความอัปยศอดสูแก่ตัวท่านและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่าน เดมอส เทนิส ไม่ยอมแพ้ ท่านได้ใช้ วิริยะ คือความพากเพียร ท่านไปเก็บตัวเงียบ แล้วฝึกซ้อมอยู่ริมชายทะเลอยู่ตามลำพัง โดยการอ่านสำนวนโวหารดังๆบ้าง โดยการฝึกพูดด้วยตนเองบ้าง จนในที่สุด เขาถูกรัฐสภาปรบมือให้เกียรติในการพูดของเขา เป็นต้น
                3.จิตตะ ได้แก่ จิตใจจดจ่อ เอาใจใส่ต่อเป้าหมายที่วางเอาไว้  บุคคลที่ต้องการเป็นนักพูดบางท่าน จดจ่อถึงขนาดนอนหลับฝันว่าตนเองกำลังพูดบนเวที หรือบางคนใช้จินตนาการว่าตนเองกำลังไปพูดบนเวทีใหญ่เลยก็มี และที่สำคัญที่สุด ท่านจะต้องมีการฝึกพูดด้วยตนเอง ซึ่งหมายถึงในหนึ่งวันหรือ 24 ชั่วโมง ท่านจำเป็นจะต้อง แสวงหาความรู้ แสวงหาข้อมูล และต้องมีการเตรียมตัว ต้องมีการฝึกซ้อมอยู่เสมอๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญแคล่วคล่องในการนำไปพูดจริง โดยไม่ต้องมีการคิดให้มากนักในเวลาพูด
                4.วิมังสา ได้แก่ การหมั่นพิจารณาไตร่ตรอง ถึงสิ่งที่ตนเองกำลังฝึกฝนหรือกระทำลงไป
ว่าควรแก้ไขปรับปรุง พัฒนาอย่างไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายในการเป็นนักพูดของตนเอง ซึ่งหากว่าเป้าหมายในการเป็นนักพูดของท่านอยู่ในระดับต่ำแค่เป็นนักพูดในระดับหมู่บ้าน ท่านก็อาจมีการปรับปรุงแก้ไข พัฒนาง่ายหน่อย แต่หากว่าเป้าหมายในการเป็นนักพูดของท่านอยู่ในระดับประเทศ แน่นอนการแก้ไขปรับปรุงการพูดของท่านก็คงต้องมีการทุ่มเท พัฒนา ปรับปรุงตนเองอย่างหนักหนาและจริงจังตามไปด้วย
                อิทธิบาท 4 จึงเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ควรนำไปใช้ในการเป็นนักพูด และหลักการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการเป็นนักพูดทุกระดับ
ข้อสำคัญก็คือ หากว่าเกิดความผิดพลาด ผิดหวัง ท้อแท้ ขอให้ท่านอย่าได้ ท้อถอย ขอให้คิดเสียว่า คนที่ไม่ได้ทำผิดพลาดอะไรเลย ก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนั่นเอง (
Do no wrong is do noting)
               

ความสำคัญในการเป็นนักพูด

ความสำคัญในการเป็นนักพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                1.บุคคลที่พูดเก่ง มักเป็นที่นิยมของบุคคลโดยทั่วไป ซึ่งบุคคลผู้นั้นจะต้องได้รับการฝึกฝน ให้มีคำพูดที่ครบเครื่อง เช่น มีวาทศิลป์ มีอารมณ์ขัน มีหลักวิชาการ มีการอ้างอิง มีเหตุผล มีท่าทางที่สง่า มีน้ำเสียงที่ชวนฟัง รวมถึงบุคลิกภาพ ฯลฯ
                2.การเป็นนักพูดจะทำให้เป็นนักค้นคว้า นักวิจารณ์ นักวิเคราะห์ นักคิด นักสังเกต สิ่งเหล่านี้จะทำให้ช่วยเพิ่มพูนปัญญาบารมีและสามารถนำไปใช้ในการพูดได้อีกด้วย
                3.ทำให้เกิดความทะเยอทะยานอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเป็นที่รู้จักของผู้อื่น เมื่อต้องการเช่นนี้แล้ว ก็จะทำให้เกิดการปรับปรุงตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ การพูด ท่าทาง การเพิ่มระดับการศึกษา
                4.ทำให้เป็นผู้มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี เมื่อมีปัญหาก็สามารถตอบโต้ได้โดยทันที ไม่ต้องใช้เวลาคิดที่นาน และจะสามารถหาทางออกของปัญหาได้อย่างถูกต้อง
                5.การพูดเก่ง ยังทำให้ท่านได้มีตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางด้านการเมือง  ตำแหน่งทางด้านวิชาการ ตำแหน่งในงานบริหารงาน ดังบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศและต่างประเทศ เช่น ฮิตเล่อร์ มุสโสลินี ลินคอล์น นายควง อภัยวงศ์ นายชวน หลีกภัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นต้น
                6.การพูดเก่ง ทำให้ท่านสามารถเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น เช่น นักขายหากได้มีการฝึกฝนการพูดก็จะทำให้ท่านขายสินค้าได้ดีขึ้น
                7.ได้เพื่อนเพิ่มมากขึ้น การพูดเก่ง การพูดเป็น มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน ทำให้ผู้คนอยากรู้จัก อยากให้ความช่วยเหลือ
                ดังนั้น เมื่อท่านทราบความสำคัญของการเป็นนักพูดแล้ว ท่านเองก็สามารถเป็นนักพูดที่ดีได้ เพียงแต่ท่านต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า มีเป้าหมาย มีการฝึกฝน มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะความสามารถในด้านการพูดเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าวิชาการที่หลายหลากจากตำรับตำรา บุคคลที่พูดเก่งจึงเป็นบุคคลที่สามารถก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จได้เร็วกว่าคนที่พูดไม่เก่ง พูดไม่เป็น